การส่งต่ออำนาจในระบอบการเมืองที่ผูกติดอยู่กับบารมีส่วนบุคคลหรือระบบกลุ่มทุนการเมือง ถือเป็นช่วงเวลาที่เปราะบางและท้าทายที่สุด เพราะนี่คือหมุดหมายสำคัญที่จะพิสูจน์ว่าระบอบนั้นจะสามารถสถาปนาตนเองให้ยั่งยืนเป็นสถาบัน หรือเป็นเพียงพลุไฟชั่วคราวที่สว่างวาบแล้วดับหายไปพร้อมกับยุคสมัยของผู้ก่อตั้ง เมื่อพินิจผ่านเลนส์ทางการเมืองอันเคี่ยวกรำของสองขั้วอำนาจร่วมสมัยอย่าง "ระบอบทักษิณ" และ "ระบอบเนวิน" จะพบยุทธศาสตร์การสร้างและส่งต่อทายาททางการเมืองที่มีอัตลักษณ์ และดีเอ็นเอแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
หากมองมาที่ระบอบทักษิณ สิ่งที่เห็นเด่นชัดคือโครงสร้างที่ผูกติดอยู่กับความศรัทธาในตัวบุคคลและสายเลือดอย่างเหนียวแน่น ยุทธศาสตร์การสืบทอดอำนาจจึงเดินตามแนวทาง "สืบสายโลหิต" อย่างไม่อ้อมค้อม โมเดลการสร้างทายาทของระบอบนี้คือการโยนผู้สืบทอดลงสู่สนามใหญ่ระดับชาติทันที โดยอาศัยแต้มต่อจากความขลังของแบรนด์ชินวัตรเป็นใบเบิกทางและเกราะคุ้มกัน วางตัวให้อยู่ในจุดสูงสุดของโครงสร้างพรรคและรัฐบาลเพื่อทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของมวลชน พร้อม ๆ กับการสยบความเคลื่อนไหวของมุ้งต่าง ๆ ภายในพรรค
กระนั้น การพึ่งพาสายเลือดเป็นหลักเช่นนี้ย่อมเป็นทั้งจุดแข็งและจุดสลบในเวลาเดียวกัน เพราะหากทายาทรุ่นสองไม่สามารถสำแดงศักยภาพหรือสร้างนวัตกรรมนโยบายที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองขึ้นมาได้ แบรนด์ที่เคยขลังก็อาจเสื่อมถอยไปตามกาลเวลา อีกทั้งทายาทสายตรงยังต้องแบกรับราคาทางการเมืองที่สูงลิ่ว กลายเป็นตำบลกระสุนตกจากฝ่ายตรงข้ามได้ง่ายที่สุด
ในทางกลับกัน ระบอบเนวินไม่ได้ผูกขาดอำนาจไว้ที่สายเลือดในมิติของการชูโรงระดับชาติ แต่เลือกใช้ยุทธศาสตร์ "สถาบันบ้านใหญ่และระบบพี่เลี้ยง" ในการบ่มเพาะขุนพลรุ่นใหม่อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ทายาทของระบอบเนวินและพันธมิตรเครือข่ายจะไม่ถูกส่งเข้าสู่กองเพลิงการเมืองระดับมหภาคในทันที แต่จะถูกเคี่ยวกรำผ่านการบริหารท้องถิ่นและอาณาจักรธุรกิจกีฬาในพื้นที่ เพื่อฝึกปรือฝีมือก่อนจะขยับขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารระดับกระทรวงภายใต้การประคับประคองอย่างใกล้ชิดจากเทคโนแครตและขุนพลรุ่นเก่า
ข้อดีของโมเดลนี้คือการเปลี่ยนผ่านที่เป็นระบบและมีแรงเสียดทานต่ำ ทายาทรุ่นสองจะมีความเชี่ยวชาญในกลไกราชการและงานบริหารพื้นที่อย่างฉลุย แต่สิ่งที่เป็นโจทย์หินคือบารมีส่วนตัว ซึ่งทายาทรุ่นสองอาจคุมกลไกในสภาและระบบโควตากระทรวงได้ แต่อาจขาดชั้นเชิงและการประนีประนอมอำนาจระดับมหภาคที่เด็ดขาดและแยบยลเหมือนที่คนรุ่นพ่อเคยทำไว้
เมื่อเปรียบเทียบยุทธศาสตร์ของทั้งสองระบอบ สิ่งที่ทายาทรุ่นสองต้องเผชิญหน้าเหมือนกันในโลกยุคปัจจุบัน คือความล้นสมัยของพิมพ์เขียวการเมืองแบบดั้งเดิม ในวันที่ภูมิทัศน์การเมืองไทยขับเคลื่อนด้วยความคิดและตัวตนของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งรุ่นใหม่ ทายาทของระบอบทักษิณย่อมไม่สามารถขายเพียงความเป็นชินวัตรหรือนโยบายแจกจ่ายในรูปแบบเดิมได้อีกต่อไป เช่นเดียวกับทายาทของระบอบเนวินที่ไม่สามารถพึ่งพาเพียงงบประมาณพัฒนาจังหวัดหรือระบบอุปถัมภ์แนวดิ่งมาเหนี่ยวรั้งคะแนนเสียงได้อย่างเบ็ดเสร็จ
ปลายทางความยั่งยืนของทั้งสองระบอบจึงไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขเก้าอี้สส.ในมือวันนี้ แต่วัดกันที่ขีดความสามารถในการทรานส์ฟอร์มตัวเอง
ทายาทรุ่นสองของทักษิณต้องเปลี่ยนพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันที่มีจุดยืนทางอุดมการณ์ชัดเจนเหนือตัวบุคคล ขณะที่ทายาทรุ่นสองของเนวินต้องยกระดับตนเองจากผู้จัดการผลประโยชน์ทางการเมืองมาเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ระดับชาติที่สาธารณชนยอมรับ หากทั้งสองระบอบไม่สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดของรุ่นพ่อได้ ฉากทัศน์การผลัดใบในครั้งนี้ก็อาจเป็นเพียงอารัมภบทไปสู่การเสื่อมถอย และถูกทดแทนด้วยคลื่นลูกใหม่ทางการเมืองในท้ายที่สุด
#ผลัดใบสะท้านสภา #ทักษิณเนวิน #ทายาทการเมือง #การเมืองไทย #พรรคเพื่อไทย #พรรคภูมิใจไทย #วิเคราะห์การเมือง #ระบอบทักษิณ #ระบอบเนวิน #ชินวัตร #ชิดชอบ #บ้านใหญ่ #อนาคตการเมืองไทย #siamrathonline








