เจาะลึกเกมดับเครื่องชนของ "ภูมิใจไทย-ไอลอว์" เซ่นปมแฉฮั้ว สว. ดาบสองคมที่เดิมพันด้วยศักดิ์ศรีและอนาคตรัฐบาล
ความเข้มข้นของการเมืองไทยในช่วงกลางปี 2569 กำลังทวีอุณหภูมิความร้อนแรงอย่างน่าจับตา เมื่อเกมขุดคุ้ยกรณี “ขบวนการฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา” หรือ สว. ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นชนวนระเบิดลูกใหม่กลางเวทีอำนาจ
การเคลื่อนไหวของเครือข่ายภาคประชาสังคมอย่างกลุ่มอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ “ไอลอว์” (iLaw) ที่นำโดยนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ได้เข้ายื่นพยานหลักฐานชิ้นสำคัญต่อประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อเปิดโปงรายชื่อ 9 บุคคลสำคัญในฝ่ายรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทย ว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งผู้สมัคร จัดทำโพย และจัดสรรค่าตอบแทนในการเลือกตั้งหนหลัง กลายเป็นภาพสะท้อนของการปะทะกันทางกลยุทธ์ที่ก้าวล่วงเกินขอบเขตการดีเบตเชิงนโยบายธรรมดา สู่การหักเหลี่ยมเฉือนคมบนสมรภูมิกฎหมาย เมื่อค่ายสีน้ำเงินสั่งระดมพลฝ่ายกฎหมายประกาศกร้าวพร้อมเดินหน้าฟ้องร้องดำเนินคดีหมิ่นประมาทชนิดไม่มีคำว่ายอมความ
ปฏิกิริยาอันดุดันจากพรรคภูมิใจไทยที่นำโดยฝ่ายกฎหมายระดับเก๋าของพรรค มิใช่เพียงแค่การแก้ต่างปัดตกข้อกล่าวหา แต่เป็นการตั้งป้อมค่ายเชิงรุกย้อนถามถึงจริยธรรมของกลไกตรวจสอบ
ในมุมมองของค่ายสีน้ำเงินและฝั่งผู้กุมอำนาจรัฐ การตัดไฟตั้งแต่ต้นลมด้วยกระบวนการยุติธรรมคือ “ยุทธวิธีรักษาศักดิ์ศรี” ที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด เนื่องด้วยบุคคลที่ถูกลากเข้ามาพาดพิงตามคำแถลงล้วนมีตำแหน่งหน้าที่ระดับบริหารสูงสุดของแผ่นดิน ซึ่งการนำข้อมูลที่พรรคภูมิใจไทยตราหน้าว่าเป็นเพียง “การใส่ร้ายด้วยข้อความอันเป็นเท็จและไร้พยานหลักฐานเชิงประจักษ์มารองรับ” ออกมาประกาศต่อสาธารณชน ย่อมสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นเชิงเสถียรภาพของรัฐบาลไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้
การก้าวเข้าสู่ประตูกระบวนการชั้นศาลจึงถูกจัดวางให้เป็นเครื่องมือคัดกรองความจริงเพื่อกดดันให้ผู้กล่าวหาต้องนำหลักฐานที่มีมาพิสูจน์ตามกระบวนพิจารณา แทนที่จะปล่อยให้สังคมใช้กระแสความรู้สึกพิพากษาล่วงหน้าจากการสร้างตราประทับทางการเมือง
ทว่า ในอีกด้านหนึ่งของเหรียญการเมือง ภาพของการประกาศฟ้องร้องครั้งนี้กลับถูกตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์จากฟากฝั่งนักสิทธิมนุษยชนและกลุ่มตรวจสอบภาคประชาชนอย่างรุนแรงว่า สัญญาณการขู่ดำเนินคดีดังกล่าวกำลังส่งสัญญะของ “การฟ้องปิดปาก” หรือที่รู้จักกันดีในนามกฎหมายสากลว่า SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) อันเป็นกลวิธีที่ฝ่ายถือครองอำนาจรัฐมักหยิบยกมาใช้อยู่เนืองๆ เพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมแห่งความกลัว
เพราะการที่องค์กรภาคประชาสังคมพยายามทำหน้าที่รวบรวมเบาะแสพฤติการณ์ที่ไม่ชอบมาพากลในระบอบประชาธิปไตยแล้วส่งไม้ต่อให้กลไกสภาผู้แทนราษฎรใช้ขยายผล ย่อมถือเป็นกลไกสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำหน้าที่แทนหูตาของประชาชน หากทุกครั้งที่เกิดเสียงสะท้อนคำถามอันไม่พึงประสงค์กลับลงเอยด้วยการใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายอาญามาไล่บี้ บรรทัดฐานสังคมไทยย่อมตกอยู่ใต้ภาวะความเงียบงัน บีบคั้นให้สื่อมวลชนและองค์กรตรวจสอบอิสระต้องเซ็นเซอร์ตัวเองด้วยความเกรงกลัวต่อภาระค่าใช้จ่ายและเวลาที่ต้องสูญเสียไปในชั้นศาล
เหลี่ยมคมทางการเมืองที่แหลมคมที่สุดในศึกครั้งนี้ คือการจงใจ “ย้ายสมรภูมิรบ” จากห้องประชุมรัฐสภาและหน้าฟีดสื่อโซเชียลมีเดีย ไปตั้งหลักอยู่บนแท่นสถิตยุติธรรม ซึ่งนับเป็นหมากเกมทางกฎหมายที่ให้ผลสัมฤทธิ์ในระยะสั้นสำหรับฝ่ายรัฐบาล เนื่องจากเมื่อคดีความเข้าสู่สารบบของศาล การหยิบยกประเด็นดังกล่าวมาวิพากษ์วิจารณ์โจมตีอย่างรุนแรงในที่สาธารณะหรือการเตรียมนำไปอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้าน ย่อมต้องเผชิญข้อจำกัดทางเทคนิคกฎหมายเรื่องการหมิ่นประมาทหรือการละเมิดอำนาจศาล ทำให้ค่ายสีน้ำเงินสามารถชะลอแรงปะทะทางดราม่า และควบแน่นเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลให้อยู่ในจุดที่ควบคุมได้ง่ายขึ้น
"การตอบโต้อย่างเฉียบขาดทางกฎหมายอาจช่วยคุมเสถียรภาพในระยะสั้น แต่สมรภูมิความรู้สึกของประชาชนเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีศาลใดชี้ขาดสำเร็จ"
อย่างไรก็ดี ยุทธศาสตร์ดับเครื่องชนของพรรคภูมิใจไทยย่อมเปรียบเสมือนดาบสองคมที่พร้อมเชือดเฉือนตนเองได้ทุกเมื่อ หากในท้ายที่สุด กระบวนการไต่สวนในชั้นศาลถูกเปิดฉากขึ้น และฝั่งไอลอว์สามารถสู้คดีด้วยการแสวงหาพยานบุคคล ตลอดจนหลักฐานทางเทคโนโลยีที่ชี้ชัดถึงความเชื่อมโยงในกระบวนการเลือกตั้ง สว. ได้อย่างแน่นหนา ชัยชนะทางการเมืองที่หมายมั่นเอาไว้ในตอนแรกอาจกลับกลายเป็นกับดักที่เร่งวันตายให้แก่ภาพลักษณ์ความโปร่งใสของรัฐบาลชุดนี้ กระแสสังคมที่รอคอยการจับจ้องพร้อมจะตีกลับเป็นพายุใหญ่ปะทุใส่ผู้มีอำนาขที่คิดใช้กฎหมายเป็นเกราะกำบังตนเอง
ที่สุดแล้ว ปรากฏการณ์ปะทะเดือดระหว่างพรรคภูมิใจไทยและไอลอว์ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงคดีความธรรมดาระหว่างนักการเมืองกับเอ็นจีโอ หากแต่คือบทพิสูจน์ครั้งสำคัญว่า การเมืองไทยภายใต้โครงสร้างอำนาจยุคใหม่จะสามารถเปิดกว้างให้แก่ “ความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม” ได้มากน้อยเพียงใด
หรือท้ายที่สุดแล้ว หน้าประวัติศาสตร์การเมืองจะยังคงวนเวียนอยู่กับวงจรเดิมๆ ที่กฎหมายถูกแปรสภาพเป็นเครื่องมือปิดกั้นเสียงสะท้อนจากรากหญ้า และคำตอบแห่งความจริงกำลังรอคอยวันพิสูจน์ในกระบวนการที่ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป
#การเมืองไทย #ภูมิใจไทย #ไอลอว์ #ฮั้วสว #เลือกตั้งสว #วุฒิสภา #ศาลยุติธรรม #SLAPP #วิเคราะห์การเมือง #ข่าวการเมือง #รัฐบาล #ฝ่ายค้าน #การเมือง2569 #ข่าววันนี้








