เมื่อมนุษยชาติเฝ้ามองความผันผวนของโลกและโชคชะตา เข็มทิศแห่งความสงสัยมักจะพามารวมกันอยู่ตรงหน้าบานประตูปริศนาบานใหญ่บานเดียวกันเสมอ นั่นคือคำถามที่ว่า “หากสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง และกฎแห่งกรรมทำงานอย่างเที่ยงตรง เหตุใดผู้สร้างจึงไม่กำหนดให้มนุษย์ทุกคนเกิดมามีจิตใจที่ดีพร้อม และทำแต่ความดีงามไปเลยตั้งแต่แรก?”
ปริศนาข้อนี้มิใช่เรื่องใหม่ หากแต่เป็น “ยอดปิรามิด” ของปรัชญาและเทววิทยาที่นักคิดทั่วโลกถกเถียงกันมานับพันปีในนาม “ปัญหาเรื่องความชั่วร้าย” (The Problem of Evil) ซึ่งถ้าเราลองเพ่งมองผ่านเลนส์ทางปรัชญาและศาสนาหลักของโลก เราจะพบคำตอบอันลึกซึ้งที่ชวนให้กลับมาทบทวนความหมายของการมีชีวิตอยู่
เมื่อทอดสายตาไปยังมุมมองของศาสนาสายอับราฮัมที่เชื่อในพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวอย่างคริสต์และอิสลาม คำตอบของคำถามนี้ถูกขมวดปมไว้ในคำสั้น ๆ ทว่ายิ่งใหญ่ นั่นคือ “เจตจำนงเสรี” (Free Will) ด้วยเหตุว่าพระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงปรารถนาจะสร้าง “หุ่นยนต์ชีวภาพ” ที่ถูกตั้งโปรแกรมให้ทำตามคำสั่งอย่างเชื่องเชื่อ เพราะหากมนุษย์ถูกบังคับให้ทำแต่ความดีโดยไร้สิทธิ์เลือก สิ่งนั้นย่อมมิอาจเรียกว่าความดีงามเนื้อแท้ หากเป็นเพียงหน้าที่ของเครื่องจักรเท่านั้น
คุณค่าที่แท้จริงของจิตวิญญาณในมิตินี้ คือการที่มนุษย์ยืนอยู่ท่ามกลางสิ่งเร้าและทางเลือกอันหลากหลาย มีสิทธิ์เต็มที่ที่จะเลือกหนทางที่เห็นแก่ตัว แต่พวกเขาก็ยังเลือกที่จะโอบกอดความดีงามด้วยความสมัครใจ วินาทีแห่งการตัดสินใจเลือกแสงสว่างท่ามกลางความมืดมิดนั้นต่างหาก คือนาทีที่จิตวิญญาณส่องประกายงดงาม โลกใบนี้จึงถูกออกแบบมาให้เป็น “สนามทดสอบ” มิใช่โรงงานผลิตคนดีสำเร็จรูป
ในทางกลับกัน เมื่อสลับฝั่งมาดูซีกโลกตะวันออกอย่างพุทธศาสนา ปริศนาข้อนี้จะถูกมองผ่านแว่นตาที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เพราะพุทธศาสนามิได้ตั้งต้นว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์องค์ใดทำหน้าที่เป็นผู้สร้าง หรือผู้มีอำนาจคอยกดสวิตช์กำหนดโชคชะตา หากแต่มองว่า “กรรมคือกฎธรรมชาติ” ที่ทำงานคล้ายกับกฎแรงโน้มถ่วง เมื่อมีเหตุดับย่อมมีผลตามมาโดยอัตโนมัติ ระบบกรรมขับเคลื่อนด้วยแรงเหวี่ยงของเหตุและผลในตัวเอง
นอกจากนี้ มนุษย์ในทางพุทธมิได้เกิดมาจากความว่างเปล่าอันบริสุทธิ์ หากแต่เดินทางข้ามภพชาติโดยแบกรับ “อวิชชา” หรือความไม่รู้ และตะกอนแห่งกรรมเก่าสะสมมานับไม่ถ้วน จิตใจของมนุษย์จึงเปรียบเสมือนผ้าที่เปื้อนสีสันและรอยด่างพร้อยมาตั้งแต่เริ่มเดินทาง สิ่งศักดิ์สิทธิ์จึงไม่สามารถเนรมิตให้ทุกคนดีพร้อมเสมอกันได้ เพราะไม่มีใครมีอำนาจเหนือกลไกธรรมชาติและกระแสกรรมที่มนุษย์แต่ละคนเป็นผู้ก่อขึ้นเอง
หากมองผ่านเลนส์ของปรัชญาบริสุทธิ์ จักรวาลนี้ถูกขับเคลื่อนด้วย “สัจธรรมแห่งความตรงกันข้าม” (Duality) สิ่งหนึ่งจะมีตัวตนและมีความหมายขึ้นมาได้ ก็ต่อเมื่อมีสิ่งตรงข้ามทำหน้าที่เป็นกระจกเงาสะท้อน ลองจินตนาการถึงโลกที่ทุกคนเกิดมาเพียบพร้อมด้วยความดีงามร้อยเปอร์เซ็นต์ ไร้ซึ่งความเห็นแก่ตัว ไร้ซึ่งความโกรธขึง ในโลกใบนั้น คำว่า “ความดีงาม” หรือ “ความเมตตา” จะเลือนหายไปจากพจนานุกรมของมนุษย์ทันที เพราะมันจะกลายเป็นสภาวะธรรมดาสามัญจนไม่มีใครมองเห็นคุณค่า เปรียบเสมือนการที่เราไม่เคยเอ่ยปากชื่นชม “ออกซิเจน” ในอากาศที่เราหายใจเข้าออกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จนกระทั่งถึงวันที่เราเริ่มขาดแคลนมัน ความชั่วร้าย ความทุกข์ และผลกรรมที่เจ็บปวด จึงทำหน้าที่เป็นดั่ง “ฉากหลังสีดำสนิท” ที่คอยขับเน้นให้แสงสว่างแห่งความดีงาม ความรัก และความเสียสละ ฉายประกายเด่นชัดและมีคุณค่าคู่ควรแก่การยกย่อง
ท้ายที่สุดแล้ว การที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือธรรมชาติไม่ได้ตั้งโปรแกรมให้เราทุกคนเกิดมาเป็นคนดีโดยอัตโนมัติ หากแต่มอบ “พิมพ์เขียวแห่งสติปัญญา” และ “สิทธิ์ในการเลือก” มาให้แทนนั้น อาจเป็นคำตอบในตัวเองว่า ปลายทางที่แท้จริงของจักรวาลไม่ได้อยู่ที่การเฝ้ารอให้โลกใบนี้สมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ติ แต่อยู่ที่ว่าในโลกที่เต็มไปด้วยความบกพร่อง ชวนให้ลุ่มหลง และง่ายเหลือเกินที่จะก้าวพลาด ตัวเราในปัจจุบันขณะนี้ จะฝึกฝนจิตใจและใช้เจตจำนงเสรีที่มีอยู่ เลือกเดินไปบนเส้นทางแห่งความดีงามได้อย่างไร... ในวินาทีที่เรายังมีโอกาสเลือกบนโลกใบนี้
#กฎแห่งกรรม #ปัญหาเรื่องความชั่วร้าย #เจตจำนงเสรี #ปรัชญาชีวิต #สัจธรรม #สยามรัฐ #สยามรัฐออนไลน์ #บทความพิเศษ #สาระน่ารู้ #siamrathonline








