บนกระดานการเมืองไทยไม่มีคำว่าบังเอิญ และทุกฝีแปรงที่ตวัดลงบนหน้าประวัติศาสตร์ล้วนผ่านการคำนวณเล็งผลเลิศมาแล้วทั้งสิ้น เช่นเดียวกับอุณหภูมิการเมืองในห้วงเวลานี้ที่กลับมาเดือดพล่านชนิดปรอทแตก เมื่อ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ แห่งค่ายไอลอว์ (iLaw) ตัดสินใจเดินเกมทุบโต๊ะครั้งใหญ่ หอบแฟ้มหลักฐานมหากาพย์คดี “ฮั้วเลือก สว.” ยื่นตรงถึงมือ พริษฐ์ วัชรสินธุ แกนนำพรรคประชาชน
การขยับหมากตัวนี้มองเผินๆ อาจเหมือนการร้องเรียนตามทำเนียบปกติทั่วไป แต่เนื้อแท้ในทางลึก มันคือการ “เปิดหน้าชก” กระชากหน้ากากรายชื่อ 9 บิ๊กเนมแห่งค่ายภูมิใจไทย ซึ่งมีนามของ อนุทิน ชาญวีรกูล พ่วงติดอยู่ด้วย ท่ามกลางเสียงขู่ฟ้องหมิ่นประมาทที่ปลิวว่อนออกมาจากขั้วสีน้ำเงินอย่างไม่ขาดสาย
หากจะกวาดสายตาเบิ่งมองอย่างผู้คร่ำหวอดบนถนนการเมือง ย่อมต้องตั้งคำถามว่า เหตุใดองค์กรภาคประชาสังคมอย่างไอลอว์ จึงกล้าหาญชาญชัยเสี่ยงลุยไฟท้าทายกฎหมายหมิ่นประมาท ทั้งที่รู้ดีว่าเพลี่ยงพล้ำขึ้นมามีราคาที่ต้องจ่ายสูงลิบลิ่ว
คำตอบของเรื่องนี้ซ่อนอยู่ในเงื่อนเวลาที่งวดเข้ามาทุกขณะ เมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. จวนเจียนจะสรุปสำนวนคดีทุจริตเลือก สว. ที่ยืดเยื้อมานาน การชิงจังหวะสาดแสงสปอตไลท์ไปที่กลุ่มรัฐมนตรีระดับแถวหน้า จึงเป็นยุทธวิธี “ดักทาง” และสร้างแรงกดดันทางสังคมอย่างมหาศาล บังคับให้องค์กรอิสระอย่าง กกต. ต้องคิดหนักเพื่อไม่ให้เกิดมหกรรม “ล้มมวย” หรือตัดตอนคดีให้จบลงเพียงแค่การสอยกลุ่มนอมินีระดับล่าง เพราะหากท้ายที่สุดสำนวนที่ส่งฟ้องศาลฎีกาไร้ซึ่งชื่อของบิ๊กเนมเหล่านี้ กกต. ย่อมต้องเหนื่อยล้ากับการตอบคำถามต่อสาธารณชนว่า เหตุใดพยานหลักฐานอันโจ่งแจ้งในมือดีเอสไอจึงไปไม่ถึงดวงดาว
ภาพการสอดประสานอย่างเป็นปี่เป็นขลุ่ยระหว่างไอลอว์และพรรคประชาชน จึงถูกวิเคราะห์ทันทีว่าเป็นขบวนการ “แบ่งงานกันทำ” ที่ออกแบบมาอย่างลงตัวที่สุด ในเกมรุกฆาตครั้งนี้ ไอลอว์รับบทเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน อาศัยความคล่องตัวขององค์กรพัฒนาเอกชนที่ไม่มีโซ่ตรวนทางการเมืองผูกมัด หยิบฉวยเอกสารราชการและคำให้การของพยานมาเปิดแผลฉกรรจ์กลางตลาด ก่อนจะส่งไม้ต่อให้พรรคส้มทำหน้าที่ขยายแผลในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ นำข้อมูลดิบเหล่านั้นเข้าสู่ระบบสภา ไม่ว่าจะเป็นชั้นกรรมาธิการหรือเวทีซักฟอกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งมีเอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามรัฐธรรมนูญเป็นเกราะกำบังชั้นทองคำ ที่แผลงฤทธิ์เดชเด็ดหัวคู่อริได้อย่างปลอดภัย
หากย้อนรอยอดีตกลับไป ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งไอลอว์และพรรคประชาชนต่างมี “แผลใจ” และปูมหลังความบอบช้ำร่วมกันมาจากศึกเลือกตั้ง สว. เมื่อ 2 ปีก่อน
ความพ่ายแพ้ยับเยินของแคมเปญ “สว.ประชาชน” ต่อกลไกบล็อกโหวตอันทรงประสิทธิภาพของค่ายสีน้ำเงิน กลายเป็นเชื้อไฟฝังลึกที่ผลักดันให้พวกเขารวมตัวกันเป็นพันธมิตรเฉพาะกิจ เป้าหมายคือการทำลายความชอบธรรมของ “กลุ่มสีน้ำเงิน” ที่ปัจจุบันกำลังสถาปนาตนเองขึ้นเป็นผู้ถือดุลอำนาจตัวจริงในระบอบการเมืองไทย คอยคุมทิศทางการแก้รัฐธรรมนูญ และเป็นผู้ชี้ชะตาการแต่งตั้งบุคคลในองค์กรอิสระ หากฝ่ายก้าวหน้าไม่รีบสกัดกั้นป้อมปราการนี้ไว้ โอกาสที่จะผลักดันกฎหมายหรือโครงสร้างทางอำนาจใหม่ๆ ในอนาคตย่อมกลายเป็นเพียงความฝันที่เลือนลาง
แม้ค่ายสีน้ำเงินจะส่งเสียงคำราม ประกาศทำสงครามกฎหมายอย่างดุดัน แต่ไอลอว์กลับไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน พร้อมส่งสัญญาณท้าทายกลับไปว่า หากคิดจะฟ้องร้องจริง ตัวแกนนำภูมิใจไทยในฐานะผู้เสียหายก็ต้องพร้อมใจยอมขึ้นเขียงให้ทนายฝั่งตรงข้ามซักค้านในชั้นศาลด้วยเช่นกัน ซึ่งนั่นอาจกลายเป็นการเปิดทางให้ความลับในมุ้งถูกลากออกมาแฉกลางศาลยิ่งกว่าเดิม
เดิมพันในเกมกระดานนี้ของไอลอว์และพรรคประชาชน อาจไม่ได้อยู่ที่ผลแพ้ชนะในชั้นศาลสถิตยุติธรรม เพราะรู้ดีว่าข้อกฎหมายมีช่องว่างให้ดิ้นรนได้เสมอ แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือการชนะใน “ศาลความคิดของประชาชน” ต่างหาก เมื่อใดก็ตามที่ภาพจำเรื่องขบวนการจัดตั้ง โพยหมายเลข และข้อกังขาต่อความสง่างามของขั้วอำนาจสีน้ำเงิน ได้ถูกประทับตราฝังลึกเข้าไปในมโนสำนึกของสังคมเรียบร้อยแล้ว เมื่อนั้น ความชอบธรรมในการบริหารราชการแผ่นดินย่อมถูกกร่อนทำลายลงไปทีละน้อย และนั่นคือชัยชนะที่แท้จริงของฝั่งส้มและไอลอว์ ที่สามารถเขย่าบัลลังก์ศัตรูทางการเมืองได้อย่างเจ็บแสบที่สุด โดยไม่ต้องรอให้ศาลตัดสินคำพิพากษาเลยด้วยซ้ำ
#ฮั้วสว #พรรคประชาชน #ไอลอว์ #ภูมิใจไทย #สวสีน้ำเงิน #อนุทิน #ยิ่งชีพ #การเมืองไทย #กกต #วิเคราะห์การเมือง #สยามรัฐออนไลน์








