หากจะมีนโยบายใดที่สร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองและสังคมมากที่สุดในยุครัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล หนึ่งในนั้นคือโครงการ "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569"
เมื่อตัวเลขการประกาศผลคัดกรองรอบล่าสุดในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมออกมาว่า จากผู้ลงทะเบียนทั้งหมด 18.82 ล้านคน มีผู้ผ่านเกณฑ์เพียง 9.51 ล้านคน ในขณะที่อีกกว่า 9.31 ล้านคน หรือเกือบครึ่งหนึ่งของผู้สมัคร ถูกตัดสิทธิ์อย่างฉับพลัน
ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เพียงความผิดพลาดทางสถิติ แต่เปรียบเสมือนสึนามิทางการเมืองที่พุ่งชน "ฐานเสียงรากหญ้า" ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของพรรคภูมิใจไทย…เข้าอย่างจัง
1. เมื่อ "ดาต้าของรัฐ" สวนกับ “ความจริงของชีวิต”
สาเหตุของการตัดสิทธิ์มโหฬารครั้งนี้ มาจากความพยายามของกระทรวงการคลัง ที่จะออกแบบเกณฑ์คัดกรองให้รัดกุมที่สุด เพื่ออุดรอยรั่วและบีบให้งบประมาณไปถึงกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุด แต่กลับกลายเป็นการใช้ไม้บรรทัดที่ "แข็งทื่อ" ไปวัดชีวิตที่สลับซับซ้อนของผู้ยากไร้
ประชาชนกว่า 3.1 ล้านคนถูกตัดสิทธิ์เพียงเพราะมีชื่อครอบครองยานพาหนะ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นซากรถมอเตอร์ไซค์เก่าอายุเกิน 15 ปีที่ใช้งานไม่ได้แล้ว หรือรถยนต์ที่ขายแบบโอนลอยไปนานแล้วแต่ผู้ซื้อไม่ไปจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อ ทำให้ชื่อคนจนยังค้างอยู่ในระบบขนส่งว่าเป็นผู้มีทรัพย์สิน
เยาวชนและผู้ใช้แรงงานที่ดิ้นรนเรียนหนังสือในระบบการศึกษานอกระบบ (สกร. หรือ กศน. เดิม) ต้องแห่ยื่นใบลาออกเพราะเกรงจะเสียสิทธิเงินเยียวยาจากรัฐ
ไปจนถึงชาวบ้านทั่วไปเกือบ 1.4 แสนคน ที่ถูกนายจ้างนำชื่อไปสวมเป็น "นอมินี" ถือหุ้นบริษัท
ความโกลาหลนี้ ทำให้ฝ่ายค้านอย่าง “ศิริกัญญา ตันสกุล” รองหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดโดยบังเอิญ แต่เกิดจากการที่รัฐบาลมีกรอบงบประมาณจำกัดเพียงราว 4 หมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งรองรับคนได้แค่ 9-10 ล้านคน จึงต้องสร้างเงื่อนไขคัดกรองแบบ "ผ่าน/ตก (Pass/Fail)" เหมาเข่งเพื่อบีบคนออกให้ได้ตามเป้างบประมาณ
พร้อมเสนอว่ารัฐควรเปลี่ยนไปใช้ระบบ "การให้คะแนนถ่วงน้ำหนัก (Weighted Point System)" เพื่อประเมินความยากจนและภาระหนี้สินแบบองค์รวมแทน
2. กลยุทธ์ "กบฏรัฐบาล" พลิกวิกฤตของพรรคภูมิใจไทย
คำถามสำคัญคือ วิกฤตนี้จะบ่อนทำลายคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาลหรือไม่ ?
หากมองอย่างผิวเผิน การที่มวลชนรากหญ้าเกือบสิบล้านคนโกรธเกรี้ยวย่อมเป็นผลลบ แต่หากมองลึกลงไปถึง "เกมการเมือง" และการบริหารวิกฤตของพรรคภูมิใจไทย จะพบว่าพวกเขาสามารถพลิกสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อเกิดกระแสความโกรธแค้น แกนนำพรรคภูมิใจไทยที่คุมกระทรวงสำคัญไม่ได้เลือกที่จะปกป้องอัลกอริทึมของระบบราชการเพื่อรักษาหน้าคณะรัฐมนตรี แต่เลือกที่จะกระโดดลงมารับบท "ผู้พิทักษ์คนจน"
รัฐมนตรีช่วยจากกระทรวงคมนาคม กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงมหาดไทย แท็กทีมกันออกมากดดันกระทรวงการคลังอย่างเปิดเผยให้รื้อเกณฑ์ใหม่ทันที โดยย้ำจุดยืนทางการเมืองว่า "ผลประโยชน์ของประชาชนต้องมาก่อน การเสียหน้าของ ครม. เป็นเรื่องรอง"
ท่าทีเช่นนี้ทำให้แรงปะทะทางการเมืองถูกเบี่ยงเบนไปยังความบกพร่องของฐานข้อมูลรัฐ และทำให้มวลชนรู้สึกว่านักการเมืองพรรคนี้ยังพร้อมเข้าอกเข้าใจและต่อสู้เคียงข้างพวกเขา
3. การถอยกรูดของรัฐ และการอุดรอยรั่วขั้นเด็ดขาด
ภายใต้แรงกดดันจากมวลชนและคนในรัฐบาลเดียวกัน ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีต้องมีมติเร่งด่วนในวันที่ 14 และ 21 กรกฎาคม 2569 เพื่อผ่อนปรนกฎเกณฑ์ที่ตึงเกินไป
รัฐบาลมีมติสั่งยกเว้นไม่นำรถยนต์ที่มีอายุเกิน 20 ปี และมอเตอร์ไซค์อายุเกิน 15 ปี มาคำนวณตัดสิทธิ์, คุ้มครองสิทธินักศึกษา สกร. ไม่ให้ถูกตัดสิทธิอัตโนมัติ, ยกเลิกเงื่อนไขเรื่องการนำชื่อพ่อแม่ไปลดหย่อนภาษี และไม่นำหนี้สินภาคการเกษตรมารวมคำนวณ
เพื่อรองรับคลื่นประชาชนกว่า 2.9 ล้านรายที่แห่ยื่นอุทธรณ์ กระทรวงมหาดไทยได้สั่งการด่วนให้ที่ว่าการอำเภอทั้ง 878 แห่งทั่วประเทศ จัดตั้งศูนย์บริการแบบครบวงจร (One Stop Service) และจัดหน่วย "อำเภอพึ่งได้" ลงพื้นที่ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางถึงหน้าบ้าน พร้อมขยายเวลาอุทธรณ์ไปจนถึงวันที่ 20 กันยายน 2569
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังมีแผนที่จะโยกผู้ที่หลุดสิทธิบัตรคนจนรอบนี้กว่า 6 ล้านคน ให้เข้าไปรับสิทธิการเยียวยาผ่านโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส (60/40)" แทน แม้ว่ามาตรการที่ให้ประชาชนต้องร่วมจ่าย 40% นี้ จะถูกฝ่ายค้านวิจารณ์ว่า เป็นเพียงยาหอมที่ไม่สามารถช่วยคนจนระดับล่างสุด ที่ไม่มีสภาพคล่องเงินสดในมือได้เลยก็ตาม
4. บทสรุป
วิกฤตบัตรคนจนปี 2569 ได้สร้างบาดแผลและความสับสนต่อระบบการจัดสรรสวัสดิการของรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในมิติทางการเมือง พรรคภูมิใจไทยได้ใช้จังหวะนี้พิสูจน์ความยืดหยุ่นและการตอบสนองที่ฉับไว เพื่อพยายามรักษาฐานเสียงรากหญ้าเอาไว้ให้ได้อย่างเต็มที่
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้ได้ทิ้งข้อสังเกตไว้ให้สังคมไทยได้ขบคิดว่า ตราบใดที่ระบบฐานข้อมูลของรัฐยังเป็นข้อมูลที่ "ตายตัว" ขาดการอัปเดต และไม่สามารถสะท้อนบริบทความจริงทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อนของมนุษย์ได้ นโยบายการแจกสวัสดิการแบบพุ่งเป้า ที่หวังจะประหยัดงบประมาณ ก็อาจกลายการเป็นผลักไส "คนจนตัวจริง" ให้ร่วงหล่นจากตาข่ายรองรับทางสังคม…ไปอย่างเจ็บปวดที่สุด
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม








