คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ /ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย
ไม่น่าจะเป็นการบังเอิญที่เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2026 กลับกลายเป็นวันพิเศษทั้งในสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน โดยเริ่มแรกผมขออนุญาตรายงานเกี่ยวกับเรื่องราวของประเทศอิหร่านก่อน เนื่องจากผมเล็งเห็นว่าเป็นเรื่องที่สำคัญทางศาสนาของพวกเขา ซึ่งวันนั้นเป็นวันที่พี่น้องชาวอิหร่านเขาร่วมกันไว้อาลัยทำพิธีและเคลื่อนย้ายร่างของ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” อดีตผู้นำอิหร่าน ที่ถูกคร่าชีวิตในวันที่สหรัฐอเมริการ่วมจับมือกับอิสราเอลเข้าไปโจมตีอิหร่าน!!!
โดยจะจัดให้ชาวอิหร่านได้เข้าร่วมไว้อาลัยเป็นเวลา 6 วัน นับตั้งแต่วันเสาร์ที่ 4 ก.ค. 2026 และหลังจากนั้นก็จะนำร่างของอดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่านไปฝังที่เมืองมัชฮัด อย่างไรก็ตามขณะนี้ผู้ที่ได้รับสืบทอดตำแหน่งก็คือ “อยาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี” บุตรชาย ที่เขาได้รับการแต่งตั้งให้ขึ้นเป็นผู้นำคนใหม่แทนบิดาไปเมื่อเดือนมีนาคม 2026 แต่ดูเหมือนว่าตั้งแต่ได้รับตำแหน่งเขาก็ยังไม่เคยออกมาปรากฏตัวต่อสาธารณชนเลย สืบเนื่องจากรัฐบาลกังวลถึงเรื่องความปลอดภัย ที่พวกเขาต่างกลัวว่าจะเกิดซ้ำรอยเหมือนเช่นบิดานั่นเอง
ในพิธีการไว้อาลัยต่ออดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่านในครั้งนี้ ได้เปลี่ยนแปลงทำให้ “กรุงเตหะราน” กลายเป็นศูนย์กลางของการกล่าวอำลาของชาวอิหร่านครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลอิหร่านออกมากล่าวว่า “พิธีการไว้อาลัยต่ออดีตผู้นำสูงสุดอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ในครั้งนี้จะดึงดูดผู้ไปร่วมไว้อาลัยมากกว่า 10 ล้านคน จากทั่วทั้งประเทศและต่างประเทศ” และในพิธีการไว้อาลัยในครั้งนี้ก็ยังมีร่างของผู้นำอีกหลายคนที่เสียชีวิตในวันเดียวกัน ที่ร่างของพวกเขาก็เคียงข้างอยู่ในพิธีร่วมกับอดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่านด้วยเช่นกัน
จากการรายงานของ “หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์” เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2026 นี้ ที่มีเนื้อหาว่า ประชาชนหลายหมื่นคนเริ่มเดินทางทยอยมาถึง “มัสยิดแกรนด์โมซัลลา” ในกรุงเตหะรานตั้งแต่รุ่งสางของวันที่ 4 กรกฎาคม เพื่อเริ่มเข้าไปร่วมพิธีในวันแรก จากรายงานข่าวของหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลอิหร่านให้เข้าร่วมในพิธีศพครั้งนี้ ได้รายงานออกมาว่า หลังจากพิธีแห่ศพในกรุงเตหะรานเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานี้ ร่างของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ก็จะถูกนำไปยังเมืองกอม จากนั้นไปยังเมืองคาร์บาลา และเมืองนาจาฟ ในอิรัก ซึ่งทั้งสามเมืองนี้ล้วนแต่มีความสำคัญทางศาสนา สำหรับชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ และในวันพฤหัสบดี ร่างก็จะถูกนำไปฝังไว้ที่เมืองมัชฮัด ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่าน
ทีนี้หันมาดูพิธีรื่นเริงสำหรับการเฉลิมฉลองครบ 250 ปีของสหรัฐอเมริกา โดยวันที่ 4 กรกฎาคม 1776 ถือเป็นวันประกาศอิสรภาพของสหรัฐอเมริกาออกจากการเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษ ในวันประกาศอิสรภาพ สหรัฐอเมริกาซึ่งขณะนั้นเป็นประเทศที่สถาปนาขึ้นมาใหม่ ได้ป่าวประกาศว่า “มนุษย์ทุกชาติมีสิทธิเท่าเทียมกัน” และวันที่ 4 กรกฎาคม 2026 ถือเป็นวันเฉลิมฉลองเอกราชของสหรัฐฯ ครบ 250 ปี โดยวันฉลองเสรีภาพจัดขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวงของสหรัฐฯ และเป็นศูนย์กลางของการฉลอง 250 ปีของสหรัฐฯ
ในระยะ 250 ปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาเคยมีเพียงแค่ 13 รัฐเท่านั้น แต่ได้ขยายผืนแผ่นดินจากฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรแอตแลนติก เรื่อยไปจนจรดฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก ที่มีระยะไกล 4,020 กิโลเมตร ถึง 4,830 กิโลเมตร จากแคนาดาไปจรดรัฐเท็กซัส ที่มีระยะไกลถึง 3,288 กิโลเมตร แถมยังมีแม่น้ำมิสซิสซิปปี ที่มีความยาวที่สุดของสหรัฐฯ ถึง 4,088 กิโลเมตร คั่นอยู่ใจกลางสหรัฐฯ ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ ผ่าน 31 รัฐ จากทิศใต้จรดแคนาดา นอกจากนั้นแม่น้ำสายใหญ่นี้ ยังถือเป็นแม่น้ำสายสำคัญและยังถือเป็นสายเลือดทางด้านการเกษตรของเกษตรกรอเมริกันมากถึง 92%
ในช่วง 250 ปีที่ผ่านมา สหรัฐฯ เร่งรุดพัฒนาประเทศ จากที่เคยเป็นประเทศเกษตรกรรม ให้กลายเป็นสังคมด้านอุตสาหกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก!!! และที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านั้น ได้เกิดขึ้นในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1760 ไปจนถึงปี ค.ศ. 1914 ที่ถือเป็นช่วงของการปฏิรูปทางด้านอุตสาหกรรม โดยสหรัฐฯ มีการปฏิวัติด้านอุตสาหกรรมจากเกษตรกรรมที่ทุกอย่างล้วนแต่ใช้แรงงานคน ปฏิรูปทุกอย่างเปลี่ยนไปเป็นการใช้เครื่องจักร หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีเอไอ ที่สหรัฐฯ ขยายการปฏิรูปนี้ออกไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก จนทำให้สหรัฐฯ ได้กลายเป็นประเทศมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเลยทีเดียว
กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้น หากลองวิเคราะห์กันถึงความสำคัญของการจัดงานยิ่งใหญ่ทั้งสองงาน ที่จัดขึ้นสองประเทศ สองซีกโลกในครั้งครานี้ โดยพิธีทำศพของ “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน นับเป็นการรำลึกถึงเสถียรภาพของอิหร่านในยุคสี่สิบปีที่ท่านผู้นำท่านนี้บริหารประเทศอิหร่าน และดูเหมือนว่าการจัดพิธีในครั้งนี้ยังเป็นการตอกย้ำให้ชาวอิหร่านแสดงออกถึงความรักชาติและออกมาต่อต้านโลกตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา ที่พยายามจะโค่นล้มอำนาจรัฐบาลอิหร่าน เพียงเพื่อต้องการจะเข้าไปยึดเอาอุตสาหกรรมน้ำมันของพวกเขาไปครอบครอง
ส่วนวันเฉลิมฉลองเอกราชครบ 250 ปีของสหรัฐฯ ก็นับได้ว่าเป็นการแสดงความรักชาติและเป็นการฉลองเอกราชของสหรัฐฯ ที่ประกาศอิสรภาพการเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ และเปลี่ยนแปลงจากการเกษตรปฏิวัติไปสู่ประเทศอุตสาหกรรมจนก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจด้านเทคโนโลยี แต่การจัดงานตรงกันในวันเดียวกันนั้น ที่งานหนึ่งเป็นงานที่เต็มไปด้วยความเศร้าสร้อยเหลือคณานับ และอีกประเทศหนึ่งก็เต็มไปด้วยความสนุกสนานรื่นเริงบันเทิงใจ แต่การบังเอิญในครั้งนี้จะมีนัยยะอันใดแอบแฝงไว้หรือไม่? ท่านผู้อ่านก็ลองนำไปพินิจพิจารณากันเอาเองละครับ








