ชัยชนะศึกเลือกตั้ง “ผู้ว่าฯกทม.” ของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ที่เพิ่งได้รับไปหมาดด้วยคะแนนท่วมท้น กว่า 1.4 ล้านคะแนน ไม่เพียงแต่ทำลายสถิติเดิมของตัวเอง เมื่อการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ปี 2565 เท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นภาพการเมืองในสนามเล็กที่มีความสำคัญ จนทำให้ “พรรคการเมือง” ต้องพากัน “ถอดบทเรียน” เพื่อเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งระดับชาติ
แน่นอนว่าชัยชนะ และความสำเร็จของชัชชาติ และทีมงานพาชัชชาติ กลับเข้าไปเป็นผู้ว่าฯกทม.สมัยที่ 2 รอบนี้ได้ผ่านการวางแผนการเล่นมาแล้ว ประเมินคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นผู้สมัครอิสระ หรือมีพรรคการเมืองให้การสนับสนุน หรือไม่ก็ตาม
เพราะสำหรับการเข้าไปนั่งเป็นผู้ว่าฯกทม.รอบที่ 2 สำหรับชัชชาติ นั้นโจทย์ย่อมยากมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา ซึ่งเขาเองรู้ดี และได้ประกาศอย่างชัดเจนในการแถลงประกาศชัยชนะหลังรู้ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ ก่อนครบ 50 เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ ว่าจากนี้ต้องทำงานหนัก บนความคาดหวังของคนกรุงเทพฯ
กลับมาที่พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ 2 พรรคการเมืองที่ประกาศตัวชัดเจนส่งตัวแทนลงสนาม ทั้งที่ประเมินแล้วว่า “โอกาสชนะ” นั้นเกิดขึ้นได้ยาก ! เนื่องจากคะแนนความนิยมของชัชชาติ นั้นท่วมท้น เป็นทุนเดิม แม้จะมีประเด็นเรื่อง “ระบอบอากง” แต่สุดท้ายพิสูจน์แล้วว่า ไม่สามารถ “เขย่า” ชัชชาติให้พ่ายแพ้ลงได้
ดังนั้นการตัดสินใจส่งตัวแทนสู้ในสนามเลือกตั้งระดับท้องถิ่น สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ รอบนี้จึงมีความหมายแม้จะไม่ถึง “บาดเจ็บ” เท่ากับพรรคประชาชน เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์ ต้องการประเมินว่า วันนี้กระแสของพรรค ในวันที่มี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” สส.บัญชีรายชื่อ กลับเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรค ได้รับการตอบรับมากน้อยแค่ไหน
ผลที่ออกมา “อนุชา บูรพชัยศรี” ผู้สมัครของพรรค ทำคะแนนได้อันดับที่ 4 ได้ 101,819 คะแนน อย่างไรก็ดี หลังรู้ผล อภิสิทธิ์ นำทีมแกนนำพรรคพร้อมด้วยอนุชา แถลงแสดงความยินดีกับชัชชาติ และยอมรับว่ากระแสตกเป็นรอง ยากที่จะพลิกไล่ทันในช่วงเวลาจำกัด
อย่างไรก็ดี จากนี้พรรคประชาธิปัตย์คงต้องนำผลการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นไปประมวลหาจุดอ่อน จุดแข็ง เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับ “เกมยาว” ในจังหวะที่กระแสตัวบุคคล มีผลต่อการตัดสินใจ มากกว่า กระแสของพรรคสีฟ้า
ทางด้านพรรคประชาชนเอง ดูเหมือนรอบนี้ จะอยู่ในอาการเจ็บหนัก เพราะไม่เพียงแต่จะแพ้ที่กทม.แต่การเลือกนายกเมืองพัทยา ในวันเดียวกัน "อิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร" ผู้สมัครของพรรคยังฝ่าด่านไม่ได้เช่นกัน โดยในส่วนของเก้าอี้นนายกเมืองพัทยา ตกเป็นของ “แชมป์เก่า” อย่าง “ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ” ในฐานะ “บ้านใหญ่เมืองชล”
ส่วนสนามกทม. เอง หลายคนตกใจกับคะแนน ของ “ดร.โจ” ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครของพรรค ได้ทำไปได้ 176,934 คะแนน ตกมาอยู่อันดับที่ 3 พ่ายให้กับ “มัลลิกา บุญมีตระกูล” ผู้สมัครอิสระ ขึ้นไปอยู่อับดับ 2 กวาดคะแนนไปได้ กว่า 2 แสนแต้ม
สำหรับพรรคประชาชน แล้วถูกจับตาอย่างหนัก ว่า “แพ้เพราะอะไร” ทั้งที่ในสนามกทม.นั้นมีทั้งสส.และสก.มากกว่าคู่แข่ง แต่ปรากฎว่าเมื่อผลออกมาเช่นนี้ กำลังสะท้อนว่าทั้งคะแนนพรรคและตัวบุคคล คือดร.โจ เองไม่ใช่ตัวช่วยที่ดีแล้ว
ยังถูกประเมินด้วยว่าปัจจัยสำคัญยังมาจากการที่ “ด้อมส้ม” ไม่ให้การสนับสนุน เป็นผลมาจาก การที่พรรค ดึงตัว “สุรพล นิติไกรพจน์” มาเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ กทม.ด้วยหรือไม่ ?
เนื่องจากสุรพล ถูกมองว่าเป็นผู้ที่เคยทำงานกับฝ่ายอนุรักษ์นิยม มาก่อน ดังนั้นเมื่อวันที่มีการเปิดตัวสุรพล มาเป็นประธานยุทธศาสตร์ กทม. จึงถูก “ด้อมส้ม” โจมตีอย่างหนัก ว่าพรรค ละทิ้งจุดยืนแล้วหรือไม่
ทั้งนี้ แม้พรรคประชาชน จะพ่ายแพ้สนามการเมืองระดับท้องถิ่นทั้งกทม.และเมืองพัทยา แต่ยังไม่ใช่ “จุดชี้ขาด” ในทางการเมือง “สนามใหญ่” เมื่อการเลือกตั้งเกิดขึ้น ก่อนรัฐบาลอยู่ครบเทอมจริง เพราะอย่าลืมว่าปัจจัยชี้ขาดยังมาจากตัวบุคคล ว่าพรรคส้มจะส่ง “คีย์แมน” ระดับแม่เหล็ก คนไหนลงมา ในวันข้างหน้า เว้นแต่ว่าพรรคส้มจะยังเหลือ “ตัวเล่น” ในมือ อีกกี่คน ?








