เมื่อ “สร.1” อย่าง “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย สั่ง “ขันน็อต” ให้รัฐมนตรีในสังกัด “พรรคภูมิใจไทย” เร่งทำผลงาน ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม จากนี้ไป น่าสนใจว่า “สัญญาณ” ที่ว่านี้ จะสร้างแรงกดดันให้ “รัฐมนตรีลูกเทพ” มากกว่าใครหรือไม่ ?
เพราะจากวันที่รับตำแหน่ง จนถึงเวลานี้ “รัฐมนตรีลูกเทพ” ยังไม่มีกระทรวงใด ทำแต้มต่อให้กับพรรคได้อย่างชัดเจน ในทางตรงกันข้าม “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดีอีเอส กล่องดวงใจของพรรคสีน้ำเงิน อยู่ในอาการ “น่าเป็นห่วง” มากที่สุด หากจะไล่เรียงไปแล้ว ไชยชนก กำลังบอบช้ำ เมื่อเจอ “ฝายค้าน” ตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport อย่างหนักหน่วง
หากเป็นภาษามวย ต้องถือว่า แม้ยังไม่ถึงขั้น อ่วม จนต้องโยนผ้าขาว แต่การให้ไชยชนก ยืนระยะอยู่บนสังเวียนต่อไปเช่นนี้ โดยที่ไปรอการตรวจสอบจาก “ฝ่ายค้าน” คงไม่ใช่เรื่องที่ดีต่อไชยชนกและพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะต่อนายกฯอนุทิน ที่รับบท “เดอะแบก” ในยามนี้
ดังนั้นการส่งสัญญาณ ขันน็อต รัฐมนตรีในสังกัดพรรคภูมิใจไทย เพื่อรีดผลงาน จึงเป็นการเปิดหน้ารุกในแนวรบใหม่ ที่ประเมินแล้วว่า น่าจะมีแต่ “ได้กับได้”
ความเคลื่อนไหวที่กระทรวงมหาดไทย หลังจากที่มีการขยับสับเปลี่ยน ทั้งผู้ว่าฯและรองผู้ว่าฯ จ.ภูเก็ต เมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อเปิดทางไปสู่การจัดระเบียบ การปราบผู้มีอิทธิพลในภูเก็ต ทั้งการรุกที่สาธารณะ ไปจนถึงการสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน และกระทบต่อการท่องเที่ยว
เมื่อ “มท.1” ดำเนินการปรับเปลี่ยนผู้เล่นออกจากพื้นที่ จากนั้น “รมช.มหาดไทย” ทั้ง 3 ราย คือ เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ , พลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ภูเก็ต ลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อร้องเรียนจากผู้ประกอบการ กรณีส่วยที่เชื่อมโยงกับ “เจ้าหน้าที่รัฐ” เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คือแอคชั่นที่ออกมาขานรับทั้งสิ่งที่นายกฯอนุทิน กระตุกเตือน ไปพร้อมๆกับการทำให้เห็นว่า “รัฐมนตรีลูกเทพ” ทั้ง 3 ราย ในกระทรวงเกรด เอ นั้นกำลังทำผลงาน
การขยับของรัฐบาลภูมิใจไทย ไม่ได้เต้นฟุตเวิร์กอยู่กับที่ โดยเฉพาะในห้วงที่คะแนนนิยมตกต่อเนื่อง แม้ล่าสุดรัฐบาลเพิ่งปล่อยโครงการไทยช่วยไทยพลัส ไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนว่า ยังไม่สามารถฉุดกระแสรัฐบาลให้ดีดตัวขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผลกระทบจากการปัญหาความไม่เชื่อมั่นจากประชาชน ในหลายโครงการ หลายนโยบายของรัฐบาล ที่ผ่านมา
แต่สำหรับรอบนี้ สถานการณ์ “ติดลบ” ที่ลากยาว เพราะโครงการ TH-AI Passport ถูกฝ่ายค้าน “เกาะติด” ไม่เลิก รวมถึงตัวไชยชนก เอง ที่ต้องถือว่ายังไม่หนักหนาสาหัสเมื่อเทียบกับ ครั้งที่ “แพทองธาร ชินวัตร” อดีตนายกฯจาก “บ้านชินวัตร” ต้องรับมือมาแล้ว
อย่างไรก็ดีการปรับโหมด ดิ้นสู้ หนีเสียงโจมตีและความไม่เชื่อมั่นของสังคม ทั้งจากนโยบายไปจนถึงข้อพิรุธ จากนโยบายนั่นคือการพาตัวเองออกจากวงล้อมให้เร็วที่สุด จะด้วยการนำเสนอ แนวนโยบายใหม่เพื่อเรียกความเชื่อมั่น ให้กลับได้มากที่สุดคือทางออก ทางเดียวที่พรรคภูมิใจไทย จะสามารถทำได้
อย่าลืมว่า โจทย์ใหญ่ของรัฐบาล 2เดือน ในคณะ “อนุทิน 2” ที่เหนือกว่าเรื่องของการเมือง และเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความไม่โปร่งใสแล้วนั่นคือการแก้ปัญหา ปากท้อง การพลิกฟื้นที่สถานการณ์เศรษฐกิจ ดีขึ้น ผู้คนจับต้องได้ แม้จะยังไม่มีรายได้เพิ่มขึ้น แต่ต้องไม่กระทบไปมากกว่านี้
ส่วนจะต้องใช้บริการ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯและรมว.คลัง 1 ในชุดดรีมทีม เป็น “กลไกสำคัญ” อีกหรือไม่ คงไม่ต้องเดา เพราะที่สุดแล้ว คงหนีไม่พ้นที่ต้องหันมาใช้บริการ "รัฐมนตรีคนนอก" กู้วิกฤตศรัทธา อีกรอบ !








