ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ภาคเกษตรและปศุสัตว์ไทยกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญที่เกินกว่าจะเป็นเพียงวัฏจักรราคาพืชผลทั่วไป แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยถึงภาวะวิกฤตเชิงโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์การเป็นครัวของโลก โดยรายงานภาวะสินค้าเกษตรประจำสัปดาห์วันที่ 15 - 19 มิถุนายน 2569 สะท้อนให้เห็นว่าตลาดกำลังอยู่ในสภาวะเกร็งตัวอย่างหนัก เมื่อต้นทุนการผลิตทะยานสูงขึ้นจากราคาพลังงานและวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่พุ่งตัวกดดันเกษตรกรในขณะที่ราคาขายแม้จะปรับตัวขึ้นได้บ้างในบางกลุ่ม เช่น สุกรและไก่เนื้อ แต่ก็ยังคงไล่ตามต้นทุนที่ไม่นิ่งอย่างยากลำบาก ส่งผลให้เกษตรกรไทยต้องตกอยู่ในสภาวะแซนด์วิชที่ถูกบีบจากทั้งราคาขายที่ไม่แน่นอนและต้นทุนการผลิตที่แตะเพดานสูง
ในมิติของวัตถุดิบอาหารสัตว์ ซึ่งถือเป็นต้นทุนหลักกว่า 60-70% ของการผลิตปศุสัตว์ สถานการณ์กำลังเข้าสู่จุดเปราะบางอย่างมีนัยสำคัญ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศที่ยืนราคาที่หาบละ 792 บาท กำลังถูกปัจจัยภายนอกรุมเร้าจากความกังวลเรื่องคลื่นความร้อนในฝรั่งเศสที่อาจฉุดอุปทานโลกจนราคาตลาดล่วงหน้าในชิคาโกดีดตัวสูงขึ้น สอดคล้องกับวิกฤตปลาป่นที่ได้รับแรงกระแทกจากการที่ประเทศเปรูประกาศขยายระยะเวลาห้ามจับปลาอย่างไม่มีกำหนด ทำให้อุปทานปลาป่นในตลาดโลกตึงตัวอย่างหนักและเกิดการเก็งกำไรจนราคาทำจุดสูงสุดต่อเนื่อง แม้ราคาปลาป่นในไทยจะยังทรงตัวในสัปดาห์นี้แต่แนวโน้มขาขึ้นคือสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แรงกดดันเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลแค่กำไรของเกษตรกร แต่ยังสะท้อนถึงปัญหาผลิตภาพหรือ Productivity Deficit ที่รุนแรงขึ้น เมื่อไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบเป็นหลัก ทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกถูกลดทอนลงไปอย่างน่าใจหาย
ความท้าทายนี้ยังขยายวงไปสู่โครงสร้างห่วงโซ่การผลิตปศุสัตว์ไทยที่กำลังถูกปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่หรือเกษตรพันธสัญญามากขึ้น เนื่องจากเกษตรกรรายย่อยที่ขาดอำนาจต่อรองและขาดระบบบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพเริ่มสูญเสียความสามารถในการอยู่รอดในระยะยาว ซึ่งผลกระทบนี้จะถูกส่งต่อไปยังราคาเนื้อสัตว์ปลายทางและสร้างภาวะตึงตัวให้กับผู้บริโภค หากราคาสินค้าปศุสัตว์อย่างเนื้อสุกรและไก่เนื้อปรับขึ้นสูงเกินไป อาจนำไปสู่ภาวะสินค้าล้นตลาดได้หากกำลังซื้อผู้บริโภคไม่สามารถรองรับได้ทันท่วงที ในขณะที่ภาคเกษตรไทยยังต้องเร่งเครื่องปรับตัวสู่เกษตรแม่นยำหรือ Smart Farming เพื่อเข้ามาแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานและลดต้นทุนอาหารสัตว์ผ่านการคำนวณโภชนาการที่แม่นยำ แต่ท่ามกลางวิกฤตนี้ยังคงมีโอกาสซ่อนอยู่จากการพัฒนาโปรตีนทางเลือกใหม่ๆ เพื่อลดการนำเข้าและสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน
ท้ายที่สุด วิกฤตการณ์ในสัปดาห์นี้เปรียบเสมือนภาพฉายที่ชัดเจนที่สุดว่า การแก้ปัญหาเกษตรไทยไม่สามารถใช้มาตรการเยียวยาระยะสั้นเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป แต่ต้องอาศัยการผ่าตัดโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ รัฐบาลและทุกภาคส่วนต้องเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงผู้ให้เงินอุดหนุน มาสู่การเป็นกลไกสนับสนุนการวิจัย การส่งเสริมเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ และการยกระดับการแปรรูปสินค้าเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้ภาคเกษตรและปศุสัตว์ไทยสามารถหลุดพ้นจากกับดักต้นทุนสูงและสร้างฐานรากที่มั่นคงให้กับเกษตรกรไทยได้อย่างแท้จริง ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่มีพื้นที่ให้กับความล่าช้าในการปรับตัวอีกต่อไป








