เดือดนอกพรรคยังพอทน แต่กลับกลายเป็นว่าเกมร้อน กลับมาผุดขึ้นภายในพรรคภูมิใจไทย แถมในจังหวะที่ “รัฐบาล” กำลังถูกจับตา ด้วยกันหลายเรื่อง !
เมื่อล่าสุดมีความเคลื่อนไหวผุดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล เนื่องจาก “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ตัดสินใจดึงเอา โครงการใหญ่อย่างอีอีซี มาคุมเอง
โดยการประชุมครม. เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.69ที่ผ่านมา ก่อนที่นายกฯอนุทิน จะบินลัดฟ้าไปรัสเซีย ในช่วงเย็น ปรากฏว่าที่ประชุมครม. รับทราบคำสั่งนายกฯ ในการยกเลิกให้ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม กำกับดูแล สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือสำนักงานอีอีซี รวมทั้งยังยกเลิกให้พิพัฒน์ เป็นประธานคณะกรรมการ (ประธานบอร์ด) คณะกรรมการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.)
เรื่องนี้กลายเป็นการสร้างแรงสั่นสะเทือนทั้งที่ทำเนียบรัฐบาล ไปถึง พรรคภูมิใจไทย พรรคต้นสังกัดของทั้ง นายกฯอนุทิน กับพิพัฒน์ ว่าเกิดอะไรขึ้นหรือไม่ ? จึงมีคำสั่งออกมาเช่นนี้ เพราะเท่ากับว่า นายกฯอนุทิน ดึงเมกกะโปรเจกต์ “ นโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก” หรือ EEC ไปดูเอง
แน่นอนว่า เมื่อนายกฯอนุทิน ไม่อยู่ตอบคำถาม “แรงกดดัน” จึงเทมาที่ รองนายกฯพิพัฒน์ เข้าเต็มเปา เนื่องจากถูกมองว่า “ถูกลดบทบาท” หรือไม่ หรือมาจาก “ความขัดแย้ง” ภายในพรรคภูมิใจไทยด้วยกันเอง ยิ่งเมื่อทั้งอนุทิน และพิพัฒน์ คือระดับ “บิ๊กเนม” ด้วยกันทั้งคู่
งานนี้พิพัฒน์ ปิดจบด้วยการบอกกับสื่อว่าขอให้รอถามนายกฯอนุทิน เองเมื่อกลับจากรัฐเซีย ในวันที่ 19 มิ.ย.นี้ แต่ย้ำว่าไม่มี “รอยร้าว” ในภูมิใจไทย
“ คำว่ารอยร้าวไม่มีเกิดขึ้นในพรรคภูมิใจไทย” พิพัฒน์ บอกกับสื่อ และย้ำว่า “ไม่เกี่ยวกับการที่พรรคนั้นใหญ่ขึ้น เพราะเมื่อพรรคใหญ่ก็ต้องดูแลภาพรวมมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติแล้ว พรรคใหญ่ขึ้นก็เป็นเรื่องที่ดี ที่จะมาช่วยกันทำงาน”
ต่อมาไม่กี่ชั่วโมงมีรายงานจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยเบื้องหลังของคำสั่งนายกฯอนุทิน ว่า แท้จริงแล้ว “ไม่มีอะไรในกอไผ่” เนื่องจากทั้งคู่ได้พูดคุยกันมาก่อนหน้านี้แล้วว่า นายกฯจะนำโครงการอีอีซี กลับมาดูแลด้วยตัวเองทั้งหมด โดยวางสถานะการเป็นหัวหน้าทีมขายโครงการประเทศไทย ใช้อีอีซีเป็นโปรเจกต์นำ ไปขายกับนักลงทุนต่างประเทศ
ทั้งนี้ ในรายงานยังระบุด้วยว่า การดึงงานอีอีซีกลับมาดูเองของนายกฯ ไม่ได้มีความขัดแย้งใดๆ ระหว่างนายกฯกับพิพัฒน์
“ นายพิพัฒน์เป็นผู้มานำเสนอเองว่า การทำงานระหว่างสำนักงานอีอีซี และบีโอไอ มีการปะทะกันมาโดยตลอด ซึ่งนายพิพัฒน์ไม่ชอบทำงานท่ามกลางการปะทะกันในลักษณะนี้ จึงเสนอให้นายกรัฐมนตรีนำกลับมากำกับดูแลเองดีกว่า โดยให้ทั้ง 2 หน่วยงานทำงานสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน
และไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่นายพิพัฒน์ไม่เห็นด้วยกับการแก้สัญญารถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน เพราะคนที่สั่งไม่ให้แก้สัญญาโครงการนี้ คือนายกฯ โดยนายกรัฐมนตรีบอกด้วยว่าผมก็ไม่เสี่ยงกับการแก้สัญญาในโครงการนี้เช่นกัน”
เรื่องของเรื่องจะมีอะไรในกอไผ่ ระหว่างนายกฯอนุทิน กับพิพัฒน์ หรือไม่ ยังเป็นคำถามที่ คนนอกมองเข้ามา แต่ขณะเดียวกัน อย่าลืมว่า เมื่อพิพัฒน์ นั้นมีอีกหนึ่งสถานะในทางการเมือง คือ “แม่ทัพภาคใต้” ของพรรคสีน้ำเงิน ดูแลฐานเสียง เลือกตั้งในภาคใต้เกือบทั้งหมด
และแรงกดดันที่เขาเองเคยเจอมาก่อนหน้านี้ ทั้งแรงต้านการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ จนรัฐบาล ต้องตั้ง “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯและรมว.คลัง ขึ้นมานั่งประธานศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์เพื่อซื้อเวลาออกไป ในกรอบ 90 วันเพื่อลดแรงต้าน
ในครั้งนั้น ดูเหมือนว่าพิพัฒน์เอง ก็เคยถูกมองว่าในฐานะแม่ทัพภาคใต้ เมื่อบิ๊กโปรเจกต์ ถูกชะลอและเจอคลื่นลมเช่นนี้ จะกระทบต่อฐานเสียงในภาคใต้ตามมาด้วยหรือไม่ ดังนั้นไม่ว่าการยกเลิกคำสั่งเพื่อเปลี่ยนตัวผู้เล่น ให้นายกฯอนุทิน ไปกำกับดูแล อีอีซี แทนพิพัฒน์ จะมาจากความขัดแย้งในพรรคจริงหรือไม่ก็ตาม แต่เงื่อนปมนี้ อย่าลืมว่า เหนือ นายกฯอนุทิน และพิพัฒน์ ยังมี “เจ้าของพรรค” ตัวจริงที่เป็นผู้ตัดสินใจ คนสุดท้ายต่างหาก !








