การปลดกำไลอีเอ็ม และอิสรภาพของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี เกิดขึ้นและดำเนินไปอย่างเงียบๆ คล้ายกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกการขยับของทักษิณ ล้วนอยู่ในความสนใจของผู้คน รวมทั้งยังอาจสัมพันธ์กับ “พรรคเพื่อไทย” ว่าจากนี้จะเล่นบทไหน
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยอยู่ในสถานะที่เหลือ “อำนาจต่อรอง” ในมือไม่ท่วมท้นเหมือนที่ผ่านมา
ภาพสะท้อนที่ชัดเจนล่าสุดคือการถูก พรรคภูมิใจไทยหักหน้าด้วยการสั่งให้สส.ของพรรค “ถอนชื่อ” ออกจากการสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับเพื่อไทย ทั้งที่ทั้ง แดงและสีน้ำเงิน ต่างเป็นพรรคร่วมรัฐบาล อยู่ในครม.เดียวกัน
นอกจากนี้ สส.ของพรรคกล้าธรรม พรรคฝ่ายค้าน ยังโดดลงมาเล่นเกม “หัก” เพื่อไทย เป็นเหมือน “เครื่องมือ” ให้พรรคภูมิใจไทย ใช้ “บีบ” ค่ายสีแดง ให้มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น จนทำให้เพื่อไทย ต้อง “ถอย” ยอม “ถอน” ร่างที่เตรียมจะยื่นต่อ “ประธานสภาฯ” กลับไปปรับแก้
แต่ล่าสุด พรรคเพื่อไทย ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.69 ที่ผ่านมา แจ้งว่า พรรคจะนำร่างฯ เดิมมาปรับเนื้อหาในส่วนที่มาของ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)
“ โดยนำแนวทางการได้มาของ ส.ส.ร.ฉบับปี 2540 และความเห็นในชั้นกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญชุดที่แล้วมาพิจารณา เพื่อให้ ส.ส.ร.ยึดโยงกับประชาชนให้มากที่สุด ยึดในหลักการประชาธิปไตย และมีโอกาสจะผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา เพื่อพิจารณาในชั้นกรรมาธิการต่อไป ทั้งนี้ ในส่วนของเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่มีการแก้ไข จะมีการแถลงให้ทุกท่านทราบอีกครั้งหลังการปรับแก้แล้วเสร็จ”
การเคลื่อนไหวต่อวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของพรรคเพื่อไทย ที่ส่งสัญญาณล่าสุด ว่า “สู้ต่อ” แม้จะโดนหัก โดยภูมิใจไทยมาแล้ว กำลังจะกลายเป็นการสร้างความยุ่งยากต่อพรรคสีน้ำเงิน ที่คาดหวังว่าหากจะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญกันขึ้นมาจริงๆ ก็จะต้องใช้ร่างฉบับของพรรคเท่านั้นจึงจะผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา
เพราะเมื่อพรรคเพื่อไทย เคยยอม “ถอย”ไปแล้วครั้งก่อน และมาล่าสุด พรรคยอมกลับไปปรับแก้ไข เพื่อผลักดันรอบที่สอง เช่นนี้ จะกลายเป็นแรงกดดันพลิกกลับไปยังพรรคสีน้ำเงินแทนหรือไม่ว่าจะทำอย่างไร
และยังน่าสนใจว่าการถอยเพื่อรุกรอบใหม่ของพรรคเพื่อไทยมีขึ้นในจังหวะที่อดีตนายกฯทักษิณ ได้รับอิสรภาพ พ้นจากกำไลอีเอ็ม แถมยังมีแผนเดินทางไกล บินไปดูไบในปลายเดือนมิ.ย.นี้ จะด้วยมีขวัญกำลังใจจาก “นายใหญ่” หรือไม่ก็ตาม
แต่นี่คือสัญญาณว่าพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่จะไร้พิษสง แม้จะมีข่าวลือสะพัดว่า 58 เสียงของพรรคกล้าธรรม ยืนรอบัตรเชิญเข้าร่วมรัฐบาล อยู่หน้าประตูทำเนียบรัฐบาล ย่อมไม่ได้ทำให้เพื่อไทย หวั่นไหว !








