ศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน ที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต และ รศ. ดร.สุภาภรณ์ ตั้งดำเนินสวัสดิ์ อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสวนดุสิตนำเสนอบทความเรื่อง “สติ สมาธิ ปัญญา: ควอนตัมการบริหารของผู้นำระดับโลก” ความว่า “ท่ามกลางความไม่แน่นอน ผู้นำจะรู้ได้อย่างไรว่าควรตัดสินใจอะไร?” คำตอบไม่ได้อยู่ในอัลกอริทึม (Algorithm) ไม่ได้ซ่อนอยู่ใน Big Data แต่อยู่ใน “สติ สมาธิ ปัญญา” และ “ควอนตัม (Quantum)” ในฐานะหน่วยพลังงานที่เล็กที่สุดแต่ทรงพลังที่สุด ที่นำมาตีความสติ สมาธิ และปัญญา ในฐานะ “หน่วยพลังงานภายใน” ที่ขับเคลื่อนการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูง เหมือนที่นักฟิสิกส์ค้นพบว่าพลังงานอิเล็กตรอนเพียงอนุภาคเดียวสามารถสร้างปฏิกิริยาลูกโซ่ที่เปลี่ยนแปลงโลกได้ ผู้นำที่มีสติ สมาธิ และปัญญา ก็สร้าง “ปฏิกิริยาลูกโซ่” ที่เปลี่ยนแปลงองค์กรและสังคมได้เช่นกัน
สติ: รู้ตัวว่ากำลังเผชิญอะไร ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์ ลองนึกถึงเช้าวันที่ 15 กันยายน ค.ศ. 2008 เลห์แมน บราเธอร์ส (Lehman Brothers) ธนาคารเพื่อการลงทุนของสหรัฐอเมริกาล้มละลาย ตลาดการเงินโลกสั่นคลอน กองทุนของมหาวิทยาลัย
ฮาร์วาร์ด สูญเสียมูลค่าไปกว่า 27% หรือราว 11,000 ล้านดอลลาร์ภายในปีเดียว ผู้บริหารมหาวิทยาลัยทั่วโลกตื่นตระหนก บ้างก็ตัดงบประมาณด้วยอารมณ์ บ้างก็ประกาศนโยบายสุ่มสี่สุ่มห้าเพื่อแสดงให้เห็นว่า “ยังควบคุมสถานการณ์ได้” แต่ดรูว์ กิลพิน เฟาสท์ (Drew Gilpin Faust) อธิการบดีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ 371 ปีของฮาร์วาร์ดเลือกหยุดก่อน เธอนิ่ง ฟัง และวิเคราะห์ นั่นคือการอ่านสถานการณ์จากบริบท ไม่ใช่จากความกลัว เธอเรียกแนวทางนี้ว่า “Reflective Leadership” หรือการนำด้วยการไตร่ตรอง ซึ่งแท้จริงแล้วคือ “สติ” ผลที่ตามมาคือ กองทุนฮาร์วาร์ดฟื้นตัวและเติบโตขึ้นสู่ระดับ 39,200 ล้านดอลลาร์ในปี ค.ศ. 2018 ก่อนที่เธอจะเกษียณ นอกจากนี้เธอยังสร้าง edX แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ร่วมกับ MIT (Massachusetts Institute of Technology) ที่เข้าถึงผู้เรียนกว่า 35 ล้านคนทั่วโลก ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะผู้นำที่มีสติ “ไม่ตัดสินใจด้วยอารมณ์” ในขณะที่โลกรอบข้างกำลังแตกตื่น
สมาธิ: มุ่งมั่นกับเป้าหมาย หากสติคือการรู้ว่ากำลังยืนอยู่ตรงไหน สมาธิคือพลังงานที่ทำให้เดินหน้าต่อได้โดยไม่หลงทาง จอห์น แอล. เฮนเนสซี (John L. Hennessy) อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผู้ที่ต่อมากลายเป็นประธานบริษัท
อัลฟาเบท อิงค์ (Alphabet Inc.) บริษัทแม่ของ Google บริหารมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ด้วยสิ่งที่เรียกว่า “Learner's Mindset” จิตใจแห่งผู้เรียนรู้ที่จดจ่ออยู่กับเป้าหมายระยะยาว ในยุคที่ทุกคนรีบเร่งให้มหาวิทยาลัยผลิตบัณฑิตให้ “ตลาดแรงงานต้องการตอนนี้” เฮนเนสซีกลับมุ่งมั่นลงทุนในสิ่งที่ยังไม่มีผลลัพธ์ชัดเจน โดยก่อตั้ง Stanford Bio-X ศูนย์วิจัยข้ามศาสตร์ที่ผสมผสานชีววิทยา แพทยศาสตร์ และวิศวกรรม และ d.school หรือ Hasso Plattner Institute of Design ที่สอนให้คิดด้วยการทำ ไม่ใช่การท่องจำ ผลที่ตามมาคือ กองทุนมหาวิทยาลัยเพิ่มจาก 8,600 ล้านเป็น 21,400 ล้านดอลลาร์ รายได้วิจัยเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า และ Stanford กลายเป็นแหล่งกำเนิดของ Startup กว่า 5,000 บริษัทที่มีมูลค่าตลาดรวมเกิน 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ ความสำเร็จนี้เกิดจาก “สมาธิ” ที่มุ่งมั่นกับเป้าหมาย ซึ่ง Hennessy เรียกแนวทางนี้ว่า “Mindful Decision-Making”
ปัญญา: เห็นทางออกที่แท้จริง ตัดสินใจอย่างฉลาดด้วยคุณธรรม หากสติและสมาธิเป็น “เชื้อเพลิง” ปัญญาก็คือ “ทิศทาง” ที่บอกว่าจะใช้พลังงานนั้นไปเพื่ออะไร ศาสตราจารย์ ตัน จอร์ ชวน (Tan Chorh Chuan) อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS - National University of Singapore) และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์และไตวิทยาที่เปลี่ยนมหาวิทยาลัยอันดับ 30 ของโลกขึ้นสู่อันดับที่ 12 ภายในเวลาเพียง 9 ปี เขาใช้ปัญญาในการมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น คือ “มหาวิทยาลัยในเอเชียไม่จำเป็นต้องเดินตามตะวันตก แต่สามารถเป็นพันธมิตรที่เท่าเทียมได้” ก่อตั้ง Yale-NUS College วิทยาลัยสาขาแรกของ Yale นอกสหรัฐอเมริกา สร้าง CREATE (Campus for Research Excellence and Technological Enterprise)
ดึงมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่าง MIT, Cambridge, ETH Zurich มาเปิดศูนย์วิจัยในสิงคโปร์ และออกแบบโครงการ NUS Overseas Colleges ส่งนักศึกษากว่า 4,000 คนไปฝึกงานกับ Startup ใน Silicon Valley และ Stockholm ปัญญาของศาสตราจารย์ชวน ไม่ใช่แค่ความฉลาดทางวิชาการ แต่คือ “ปัญญาเชิงระบบ” ที่มองเห็นว่าองค์กรไม่ใช่เครื่องจักรกลไก แต่คือเครือข่ายมนุษย์ที่มีชีวิต การตัดสินใจต้องผ่านการชั่งน้ำหนักทั้งข้อมูลเชิงประจักษ์และจริยธรรม ซึ่งศาสตราจารย์ ตัน จอร์ ชวน เรียกแนวทางนี้ว่า “Systematic Transformation”
ในโลกที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI – Artificial Intelligence) สามารถประมวลผลข้อมูลนับพันล้านชุดในเสี้ยววินาที ทักษะที่มนุษย์ยังเหนือกว่า AI คือ “การรู้จักตัวเอง” (สติ) “การมุ่งมั่นอย่างมีเป้าหมาย” (สมาธิ) และ “การตัดสินใจอย่างฉลาดด้วยคุณธรรม” (ปัญญา) John Drew Faust, John L. Hennessy และ Tan Chorh Chuan ทั้ง 3 ท่านไม่เคยพูดถึงพุทธปรัชญา แต่ทั้ง 3 ท่านต่างใช้พุทธปรัชญาในการบริหารองค์กร Drew Faust เรียกว่า “Reflective Leadership” Hennessy เรียกว่า “Mindful Decision-Making” และ Tan Chorh Chuan เรียกว่า “Systematic Transformation” แม้ชื่อเรียกจะต่างกัน แต่แก่นแท้เดียวกัน ฟิสิกส์ควอนตัมทำให้เห็นการสังเกตเปลี่ยนผลลัพธ์ (Observer Effect)
ผู้นำที่มีสติ คือผู้ที่สังเกตสถานการณ์ได้ชัดเจนโดยไม่บิดเบือนด้วยอารมณ์ และทำให้ผลลัพธ์ขององค์กรเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีกว่า โลกในวันนี้ไม่ได้ขาดแคลนข้อมูล ไม่ขาดแคลนเทคโนโลยี และไม่ได้ขาดแคลนความฉลาด แต่โลกกำลัง
ขาดแคลน “ผู้นำที่รู้ สติ สมาธิ ปัญญา “ควอนตัมการบริหาร” ที่ผู้นำองค์กรทุกแห่งในโลกต้องการ








