ผู้การวิศรุฒน์
ถือเป็นการประกาศจากปากครั้งแรกของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า เรื่องสู้กับเขมร มันเป็น “แบรนด์ผม” เพราะประชาชนให้ความไว้วางใจเลือกเข้ามา
“ดังนั้น ขอให้มั่นใจได้ว่า ถ้ายังเป็นรัฐบาลอยู่จะไม่มีวันยอมให้ใครมาย่ำยี หรือคุกคาม จะไม่ยอมสูญเสียอธิปไตยไทย หรือแผ่นดินแม้แต่กะพี้เดียว” นายอนุทินกล่าวกับคนไทยที่ปารีส ในระหว่างการเยือนฝรั่งเศส 22-26 พ.ค. 2569 อันเป็นการสะท้อนว่านายอนุทินก็รู้ตัวดีว่า การที่พรรคภูมิใจไทยได้รับเลือกเข้ามาอย่างถล่มทลาย 190 ส.ส. ก็เพราะเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา
นายอนุทินจึงต้องประกาศในทุกครั้งทุกที่ ยืนยันว่า จะไม่ยอมเปิดด่าน แม้จะทิ้งติ่งไว้เพียงว่า “เราจะไม่ยอมเขมร ยกเว้นเขมรยอมเราก่อน และยอมตามเงื่อนไขของฝ่ายเราเท่านั้น”
ดังนั้นจึงน่าสนใจยิ่งว่านายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยจะเดินเกมในการรักษาฐานคะแนนเสียงเรื่องกัมพูชาอย่างไร เพราะสถานการณ์บังคับให้ต้องเข้าสู่โหมดการเจรจา หลังจากที่ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ได้จัดให้พบปะพูดคุยกับพลเอก ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เมื่อครั้งไปประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่เมืองเซบู ของฟิลิปปินส์
สำทับด้วยการที่นายหวัง อี้ รมว.ต่างประเทศของจีน เชิญนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ ไปร่วมประชุมพิเศษคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ที่จีนเป็นเจ้าภาพที่นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ และได้พบเจอกับนายปรัก สุคน รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศของกัมพูชา เพื่อสานต่อการเจรจาที่จะมีจีนเป็นคนกลาง ตามที่นายหวัง อี้ ได้เคยคุยกับนายอนุทินไว้ เมื่อครั้งไปเยือนกัมพูชาและมาเยือนไทยต่อ
ขณะที่ในส่วนของกระทรวงกลาโหม พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทยและกัมพูชา (GBC - General Border Committee) ก็สั่งการให้ทีมเลขานุการเตรียมนัดแนะกับกัมพูชา ในการประชุม GBC ครั้งแรกหลังหยุดยิง
ขณะที่นายอนุทินก็เตรียมตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC (Joint Boundary Commission) โดยคาดว่าจะแต่งตั้งบิ๊กอั๋น พลเอก สมศักดิ์ รุ่งสิตา อดีตเลขาธิการ สมช. และอดีตหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ มาเป็นประธาน JBC คนใหม่ที่จะทำงานใต้กรอบของกระทรวงการต่างประเทศ
ประกอบกับการที่กัมพูชายอมปล่อย “ลุงโยชน์” ชาวสุรินทร์ที่ไปหาของป่าและเข้าไปในดินแดนกัมพูชาแบบไม่ได้ตั้งใจ จนถูกทหารกัมพูชาจับตัวไป และยอมปล่อยตัวกลับมา แม้ทางการฝั่งไทยจะยืนยันว่าไม่ได้มีข้อตกลงในการเจรจาต่อรองแลกเปลี่ยนใดๆ แต่ฝ่ายกัมพูชาก็คาดหวังว่าฝ่ายไทยจะยอมเริ่มการประชุมทั้ง GBC และ JBC โดยเร็วที่สุด หากดูจากความเคลื่อนไหวต่างๆ ของฝ่ายไทยแล้ว ก็เตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่โหมดการเจรจา
ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา แม้ว่าพลเอก ฮุน มาเนต จะประกาศที่จะยึดแนวทางการเจรจาด้วยสันติวิธีแทนการใช้กำลังในการสู้รบ แม้จะมีโอกาสที่จะสำเร็จแค่ 1% ก็ตาม แต่ทว่าในระดับพื้นที่และหน้าแนว ทหารกัมพูชายังคงเพิ่มเติมกำลังพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์เข้าสู่พื้นที่ และการทำฐานที่มั่น บังเกอร์ และขุดคูเลตตลอดแนวชายแดน พร้อมเอาอาวุธทั้งปืนใหญ่และปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง (ปรส.) มาเตรียมพร้อมไว้ที่ชายแดน รวมถึงมีพฤติกรรมก่อกวนยั่วยุฝ่ายทหารไทยมาโดยตลอด โดยเฉพาะการยิงปืนอย่างไม่มีเหตุผลในหลายพื้นที่ ในบางจุดทหารไทยก็ยิงตอบโต้เพื่อส่งสัญญาณเตือน แต่ในบางจุดทหารไทยก็เลือกที่จะอดทนและนิ่ง รวมถึงพฤติกรรมของทหารกัมพูชาเมื่อลาดตระเวนมาเจอกับทหารไทย ก็มักจะแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว ไม่ยอมต่อทหารไทย บางจุดถึงขั้นที่ทำท่าเล็งปืนใส่ทหารไทย
สะท้อนว่ากัมพูชาเล่นสองหน้า ในระดับผู้นำก็ประกาศสร้างภาพว่าจะยึดสันติวิธี แต่ในขณะเดียวกันในด้านเกมการเมืองระหว่างประเทศและการทูต กัมพูชาก็ยังคงกล่าวโจมตีประเทศไทยในทุกโอกาส กล่าวหาว่าเป็นผู้รุกรานยึดแผ่นดินกัมพูชาแม้แต่ในเวทีการประชุม UNSC ในขณะที่ทหารกัมพูชาในพื้นที่ก็ยังแสดงถึงความพร้อมรบและยั่วยุก่อกวนฝ่ายไทยอยู่ตลอดเวลา
อีกทั้งต้องไม่ลืมว่า ในปลายปี 2570 กัมพูชาต้องมีการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งคาดหมายได้ว่า การเจรจาทวิภาคีระหว่างไทยและกัมพูชา ทั้งในกรอบของกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศ จะยังไม่สามารถบรรลุผลตามที่กัมพูชาคาดหมาย คือการปักปันเขตแดนและยึดคืนแผ่นดินของตนเองที่อ้างตามแผนที่ 1 ต่อ 200,000 เพราะฝ่ายไทยจะไม่ยอมคืนในส่วนที่เป็นแผ่นดินไทยที่ทหารไทยยึดคืนจากกัมพูชาแน่นอน
ดังนั้น ฝ่ายกัมพูชาอาจจะเลือกการสร้างกระแสชาตินิยมในหมู่ชาวกัมพูชาอีกครั้งก่อนการเลือกตั้ง เพื่อหวังคะแนนเสียงคะแนนนิยมให้เป็นรัฐบาลในการต่อสู้กับฝ่ายไทยต่อไป
แต่อย่างไรก็ตาม ในปลายปี 2571 และ 2572 ประเทศไทยต้องเป็นประธานอาเซียน ซึ่งก็จะเป็นไฟต์บังคับที่ทำให้ประเทศไทยซึ่งเป็นประธานเสมือนเป็นพี่ใหญ่ ไม่สมควรที่จะมีความขัดแย้งถึงขั้นการสู้รบกับกัมพูชา
ดังนั้น ฝ่ายไทยจะต้องจัดการปัญหาชายแดนกัมพูชาให้เสร็จสิ้นในห้วง 2 ปีนี้ ที่ฟิลิปปินส์และต่อด้วยสิงคโปร์จะเป็นประธานอาเซียนให้สำเร็จเสียก่อน
หากสถานการณ์สุกงอมเลือกที่จะสู้รบกันอีกครั้ง ฝ่ายไทยก็ต้องปฏิบัติการให้รอบคอบ เพื่อทำให้กัมพูชาสิ้นสภาพการเป็นภัยคุกคามทางทหารต่อไทย พร้อมกับการยึดคืนแผ่นดินไทยบางพื้นที่ที่ทหารกัมพูชายังยึดครองอยู่
เนื่องจากการสู้รบรอบ 2 เมื่อธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ทหารไทยสามารถยึดคืนแผ่นดินกลับคืนมาได้ราว 90% ของที่ตั้งเป้าหมายไว้ แต่ฝ่ายไทยยังไม่สามารถทำให้กัมพูชาสิ้นสภาพการเป็นภัยคุกคามได้เลย โดยจะเห็นผลจากการที่ทหารกัมพูชายังคงยั่วยุก่อกวน และเตรียมพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมถึงเตรียมพร้อมที่จะสู้รบกับไทยโดยไม่เกรงกลัวหรือยำเกรง
ดังนั้น ในเมื่อนายอนุทินประกาศว่าการจัดการกับกัมพูชาถือเป็นแบรนด์ของตนเองที่จะต้องรักษาไว้ เสมือนการรักษาฐานเสียงและคะแนนเสียงจากเรื่องกัมพูชานี้ไว้ให้ได้หากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา สงบเรียบร้อย ก็ไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าการเลือกตั้งในอีก 4 ปีข้างหน้า พรรคภูมิใจไทยจะชนะเลือกตั้งแบบถล่มทลายหรือไม่ สถานการณ์เรื่องกัมพูชาจะมีผลอย่างไร
ด้วยเหตุผลทางการเมืองและคะแนนนิยมจากกระแสชาตินิยมของทั้งไทยและกัมพูชา อาจส่งผลกระทบต่อการแก้ปัญหา ประกอบกับการที่ฝ่ายกัมพูชาไม่ยอมรับในแผนที่ 1 ต่อ 50,000 ของฝ่ายไทย รวมถึงการปักปันเขตแดนโดยยึดหลักสันปันน้ำ เขตหน้าผาตามธรรมชาติ ก็ยากที่จะตกลงหรือสงบเรียบร้อยได้
ยิ่งหากกัมพูชาต้องการแผ่นดินไทยกลับคืนโดยไม่ยอมรับว่านั่นคือแผ่นดินไทย และปราสาทสำคัญเช่น ปราสาทตาควาย ปราสาทตาเมือนธม ภูมะเขือ ก็ยากที่จะตกลงกันได้ เพราะฝ่ายไทยก็ไม่สามารถที่จะคืนพื้นที่เหล่านี้ให้กัมพูชา เพราะคือแผ่นดินไทยเช่นกัน อีกทั้งทหารไทยและประชาชนได้สละชีวิตในการปกป้องและยึดคืนพื้นที่เหล่านี้
โดยเฉพาะเรื่องการเปิดด่าน ซึ่งเป็นประเด็นร้อนที่ทั้งรัฐบาลและกองทัพยังไม่กล้า เพราะจะเจอกับกระแสประชาชนต่อต้านอย่างหนัก นายอนุทินจึงประกาศเสมอว่าจะไม่มีวันเปิดด่าน
ที่จับตามองคือไม้เด็ดสำคัญของนายอนุทินที่จะเป็นตัวชี้วัด ว่าการเจรจาหรือการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ คือการวัดใจว่ารัฐบาลนี้จะเดินหน้าในการฟ้องร้องคดีอาญาและแพ่งต่อฝ่ายผู้นำกัมพูชา ทั้ง ฮุน มาเนต และ ฮุน เซน หรือไม่ หลังจากที่เรื่องนี้ดูเงียบไป เพราะแม้แต่คดีฟ้องร้องผู้นำกัมพูชา คดีคลิปอังเคิล ที่เริ่มต้นในรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในยุคที่นายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นรักษาการนายกรัฐมนตรีที่ให้ดำเนินคดี แต่หลักฐานยังไม่เพียงพอจึงทำให้คดีนี้ล่าช้า
เพราะหากฝ่ายไทยฟ้องร้องดำเนินคดีต่อ ทั้งคดีคลิปอังเคิลและการฟ้องร้องต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับฝ่ายไทยจากการสู้รบสองครั้งที่ผ่านมา ที่เริ่มต้นในฝ่ายกัมพูชา ก็จะทำให้ทั้งสองพ่อลูกไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้
จึงน่าจับตามองการเดินทางไปเยือนฝรั่งเศสของนายอนุทิน ที่มีการสร้างคะแนนนิยม ทั้งการประกาศไม่เปิดด่าน ทั้งการให้สัญญาณว่าจะไม่ยอมให้ฝ่ายกัมพูชามาย่ำยีรุกราน หรือคุกคาม และจะไม่ยอมสูญเสียแผ่นดินแม้แต่กระพี้เดียว ก็สามารถเรียกเสียงเฮได้จากคนไทยในฝรั่งเศส
นอกจากนั้น ในการพบปะกับผู้อำนวยการ UNESCO นายอนุทินได้ชี้แจงเรื่องปราสาทเขาพระวิหารมรดกโลก ที่เสียหายในระหว่างการสู้รบ ที่กัมพูชาส่งข้อมูลไปฟ้องว่าไทยยิงทำลายปราสาทนั้น ว่าฝ่ายไทยไม่ได้จงใจที่จะยิงใส่ปราสาท ไม่มีแนวคิดที่จะทำลายมรดกโลก แต่มีหลักฐานชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชาได้ใช้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นฐานทางทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์โจมตีฝ่ายไทย ซึ่งถือว่าผิดหลักการของการเป็นมรดกโลก และหากยูเนสโกต้องการไปสำรวจความเสียหายของมรดกโลกในฝั่งกัมพูชาแล้ว ก็ควรจะต้องไปสำรวจความเสียหายในฝั่งประเทศไทยด้วย จึงจะได้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนชัดเจน
เรียกได้ว่านายอนุทินก็ใช้โอกาสทุกโอกาสในการสร้างคะแนนนิยมในเรื่องของกัมพูชา โดยเฉพาะการที่จะพบปะกับประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ในเวิร์กกิ้งดินเนอร์ (Working Dinner) ที่นายอนุทินประกาศแล้วว่า พร้อมที่จะคุยเรื่องข้อพิพาทกับกัมพูชา พร้อมที่จะให้ข้อมูลและตอบทุกคำถาม ด้วยเพราะก่อนหน้านี้อย่างน้อย 2 ครั้งที่นายกรัฐมนตรีกัมพูชาเดินทางมาฝรั่งเศสและพบกับประธานาธิบดี มาครง พร้อมพยายามสื่อสารถึงความใกล้ชิดและต้องการจะสื่อว่าฝรั่งเศสเคียงข้างสนับสนุนกัมพูชามาโดยตลอด
รวมถึงการที่นายกฯ กัมพูชาเคยระบุว่า มาพบผู้นำฝรั่งเศสเพื่อขอเอกสารหลักฐานและแผนที่โบราณเรื่องข้อพิพาทดินแดนระหว่างไทยและกัมพูชา จนทำให้ฝ่ายไทยต้องทำหนังสือถึงรัฐบาลฝรั่งเศสเพื่อแจ้งให้ทราบว่า หากรัฐบาลฝรั่งเศสมอบเอกสารหลักฐานใดให้ฝ่ายกัมพูชา ก็ควรจะต้องมอบให้กับฝ่ายไทยด้วยเนื่องจากเป็นคู่กรณีในข้อพิพาทเช่นกัน แต่ทางฝรั่งเศสยืนยันว่ายังไม่เคยให้เอกสารหลักฐานใดกับทางผู้นำกัมพูชาไปเลย แต่ฝ่ายไทยก็ยังไม่สามารถตรวจสอบหรือยืนยันได้ว่า รัฐบาลฝรั่งเศสได้มอบเอกสารสำคัญให้กับกัมพูชาไปแล้วหรือไม่
ดังนั้น การพบกับประธานาธิบดี มาครง จึงน่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะหากฝรั่งเศสเอนเอียงเข้าข้างกัมพูชาจริงอย่างเช่นที่ถูกสงสัย การพบกันครั้งนี้ก็อาจจะมีการวางแผนร่วมกันของผู้นำฝรั่งเศสและผู้นำกัมพูชาในการรับมือประเทศไทยหรือไม่ แต่หากฝรั่งเศสแสดงออกถึงความเอนเอียงนั้น ย่อมกระทบต่อความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างไทยและฝรั่งเศส 170 ปี แม้ไทยจะไม่เคยเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศส และเคยสู้รบกับทหารฝรั่งเศสจนพ่ายแพ้และต้องยอมเฉือนดินแดนให้กับฝรั่งเศส
อาจมีความเป็นไปได้ที่ ปธน. มาครง จะเล่นบทบาทเดียวกับนายหวัง อี้ ของจีน ในการเสนอเป็นตัวกลางในการเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชา ในฐานะที่ฝรั่งเศสในอดีตเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาข้อพิพาทเรื่องดินแดนระหว่างไทยและกัมพูชามายาวนาน แต่ฝ่ายไทยก็ต้องยืนยันหลักการเจรจาแบบทวิภาคี คือระหว่างไทยและกัมพูชาเท่านั้น โดยไม่มีประเทศที่ 3 หรือประเทศที่ 4 เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ทว่าฝ่ายกัมพูชากลับต้องการที่จะเจรจาแบบพหุภาคีโดยให้มีประเทศอื่นมาร่วมวงด้วย
แต่ทั้งหมดนี้เชื่อได้ว่านายอนุทินได้มีการปรึกษาหารือฝ่ายความมั่นคงเพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์ในระหว่างการมาเยือนฝรั่งเศสและการพูดคุยกับผู้นำฝรั่งเศสไว้แล้ว เพราะแม้แต่ช็อตการก้มกราบถวายความยินดีและแสดงความจงรักภักดีต่อเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ที่รัฐบาลฝรั่งเศสได้ทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องอิสริยาภรณ์ ก็ทำให้สะท้านไปทั้งกรุงปารีส เพราะนอกจากเป็นช็อตที่นายอนุทินแสดงออกถึงความจงรักภักดีแบบไทยด้วยการหมอบกราบ ตามสไตล์ของนายอนุทินที่เห็นภาพกราบสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยและพระบรมวงศานุวงศ์มาตลอดแล้ว
ยังเป็นการตอกย้ำถึงความเป็นไทยและสะท้อนถึงความเคารพรักที่ไทยมีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ในประเทศฝรั่งเศสที่มีประวัติศาสตร์ของการล้มล้างสถาบันกษัตริย์ เสมือนเป็นการตอกย้ำการเป็นรอยัลลิสต์ในประเทศที่เคยมีกษัตริย์ ด้วยเพราะในฝรั่งเศสเองก็ยังมีความเคลื่อนไหวของกลุ่มที่สนับสนุนระบอบกษัตริย์และต้องการรื้อฟื้นระบอบกษัตริย์ขึ้นในฝรั่งเศสอยู่หลายกลุ่ม แต่ก็ไม่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้
แม้จะเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมหรือไม่ต่อการที่นายอนุทินหมอบกราบพระบรมวงศานุวงศ์ แต่นายอนุทินก็ได้ใจขั้วอนุรักษ์นิยมและรอยัลลิสต์ในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นฐานคะแนนเสียงสำคัญของนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยด้วยนั่นเอง
เป็นที่รู้กันดีว่าสูตรผสมที่ลงตัวระหว่างพรรคภูมิใจไทยที่มีนายอนุทินเป็นหัวหน้าพรรคและเป็นนายกรัฐมนตรี โดยมีนายเนวิน ชิดชอบ เป็นผู้นำจิตวิญญาณของพรรคที่เรียกว่าครูใหญ่ และยังเป็นที่เคารพรักเกรงใจของนายอนุทิน โดยความสามารถและเชี่ยวชาญทางการเมืองของทั้งคู่ จึงไม่ใช่แค่การวางแผนทางการเมืองภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรักษาคะแนนเสียงและฐานคะแนนจากเรื่องกัมพูชา จากขั้วอนุรักษ์นิยมให้ได้ตลอดไปรวมอยู่ด้วย
เพราะจากวันที่พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคขนาดกลางที่มี สส. แค่ 70 เสียง การปรับเปลี่ยนมาเป็นพรรคสีน้ำเงินเข้มและประกาศจุดยืนในการปกป้องสถาบัน รวมถึงภาพลักษณ์ของนายอนุทินที่เป็นรอยัลลิสต์ตลอดมา ประกอบกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้พรรคภูมิใจไทยก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นพรรคใหญ่อันดับ 1 ได้ถึง 190 สส. ขณะที่องค์กรอิสระและสมาชิกวุฒิสภาถูกมองว่าเป็นสายสีน้ำเงิน ว่าข้อครหาเรื่องการฮั้ว สว. จะจริงหรือไม่ก็ตาม แต่ก็สะท้อนได้ว่าพรรคสีน้ำเงินมีการวางแผนและเดินเกมอย่างเป็นระบบรอบคอบ แม้แต่เรื่องยากก็ยังทำได้สำเร็จ โดยเฉพาะการเจรจากับพรรคประชาชนให้โหวตเลือกนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีก่อน
ดังนั้น เรื่องกัมพูชาซึ่งนายอนุทินคุมความมั่นคงและคุมกลาโหมด้วยตัวเอง จึงเชื่อได้ว่าน่าจะมีการคิดวางแผนรับมือกัมพูชาไว้แล้วก็เป็นได้ ท่ามกลางกระแสข่าวก่อนหน้านี้ที่ว่านายเนวินได้พบปะกับอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ที่ได้รับการพักโทษออกมาอยู่บ้านพักจันทร์ส่องหล้า โดยต้องไม่ลืมว่า นายทักษิณย่อมมีความแค้นเคืองผู้นำกัมพูชา จากการที่สมเด็จฮุน เซน เล่นงานนางสาวแพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวเมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยคดีคลิปอังเคิล จนทำให้ต้องหลุดจากเก้าอี้และมีคดีติดตัว ส่งผลให้พรรคเพื่อไทยกลายเป็นพรรคต่ำร้อย ดังนั้นจึงน่าจับตามองยิ่ง








