การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องของ สส. พรรคร่วมฝ่ายค้าน 133 คน เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เพื่อวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ "พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท" ถือเป็นการเปิดแนวรบที่แหลมคมที่สุดนับตั้งแต่รัฐบาลนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล เข้าบริหารประเทศ
นี่ไม่ใช่แค่วิวาทะทางข้อกฎหมาย แต่เป็นเกมชิงไหวชิงพริบทางการเมืองที่มีเดิมพันเป็นเม็ดเงินมหาศาล บรรทัดฐานของรัฐธรรมนูญ และความรู้สึกของประชาชน
1. ชำแหละคำร้อง: ยุทธศาสตร์ "แยกปลาออกจากน้ำ"
พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ถูกออกแบบมาเป็น "แพ็กเกจคู่"
- ก้อนที่ 1 (2 แสนล้านบาท): บรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้า ผ่านโครงการอย่าง "ไทยช่วยไทย พลัส" และเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในห้วงเวลา 4 เดือน
- ก้อนที่ 2 (2 แสนล้านบาท): ปรับโครงสร้างและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานระยะยาว
รัฐบาลจงใจมัดรวมโครงการระยะยาวเข้ากับเงินเยียวยาปากท้อง เพื่อสร้าง "เกราะกำบังทางการเมือง" หากใครค้าน ย่อมถูกตราหน้าว่าขัดขวางการช่วยเหลือประชาชน
แต่มือกฎหมายพรรคประชาชนอ่านเกมขาด จึงร่างคำร้องแบบ "แยกปลาออกจากน้ำ" โดยไม่แตะต้องเงินเยียวยาก้อนแรก แต่พุ่งเป้าโจมตีเฉพาะเงินก้อนที่ 2 โดยชี้จุดตายว่า การลงทุนระยะยาวไม่ใช่ "ความฉุกเฉินหลีกเลี่ยงไม่ได้" (ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 172)
และเมื่อไม่ฉุกเฉิน รัฐบาลก็ไม่มีสิทธิ์กู้เงินนอกระบบงบประมาณปกติ (ขัด พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ มาตรา 53) ซึ่งร่างฯ ดังกล่าวได้ยื่นเป็นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในนามของพรรคร่วมฝ่ายค้าน
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญนัดถกองค์คณะชุดใหญ่ในวันที่ 4 มิถุนายน 2569 คำวินิจฉัยที่ออกมาจะนำไปสู่ 3 ฉากทัศน์สำคัญ ดังนี้
ฉากทัศน์ที่ 1: ผ่านทั้งฉบับ
ทิศทาง : ศาลรัฐธรรมนูญยึดหลัก "เคารพดุลยพินิจของฝ่ายบริหาร" โดยมองว่าวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ทั้งระบบระยะสั้นและระยะยาวควบคู่กันไป
ผลลัพธ์ทางการเมือง: รัฐบาลชนะขาดลอย ได้เม็ดเงิน 4 แสนล้านบาทไปกระตุ้นเศรษฐกิจเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ในระยะยาว นี่คือการสร้างบรรทัดฐานที่น่ากังวล เพราะเท่ากับศาลรับรองให้รัฐบาลชุดต่อๆ ไป สามารถนำ "โครงการลงทุนระยะยาว" มาซ่อนไว้ใน "พ.ร.ก.เงินกู้ฉุกเฉิน" เพื่อตีเช็คเปล่าและหลีกเลี่ยงการตรวจสอบรายละเอียดจาก สส. ในสภาฯ ได้อย่างชอบธรรม
ฉากทัศน์ที่ 2: ตกทั้งฉบับ
ทิศทาง: ศาลมองว่ากฎหมายไม่อาจแยกส่วนได้ เมื่อวงเงินครึ่งหนึ่ง (ก้อนที่ 2) เป็นโครงการระยะยาวที่ขัดต่อเงื่อนไขความฉุกเฉิน พ.ร.ก. ทั้งฉบับจึงต้องตกไป
ผลลัพธ์ทางการเมือง: ในทางกฎหมาย นายกรัฐมนตรี ไม่ต้องลาออกหรือยุบสภา เพราะนี่เป็นคำวินิจฉัยของศาล ไม่ใช่การถูก สส. โหวตคว่ำในสภา รัฐบาลเพียงแค่เสียหน้า แต่ฝันร้ายที่แท้จริงจะตกอยู่กับพรรคฝ่ายค้าน
กลไกของรัฐบาลจะโหมกระพือวาทกรรมทันทีว่า "ฝ่ายค้านเตะถ่วง ทำให้ชาวบ้านชวดเงินเยียวยา" ฝ่ายค้านจะตกเป็นจำเลยสังคม ทางรอดเดียวคือต้องงัดเกมเร็ว ท้าทายให้คณะรัฐมนตรีออก พ.ร.ก. ฉบับใหม่อย่างเร่งด่วน โดยให้เหลือ 2 แสนล้านสำหรับการเยียวยา แล้ว สส. ฝ่ายค้านจะโหวตผ่านให้รวดเดียว เพื่อโยนลูกกลับไปพิสูจน์ความจริงใจของรัฐบาล
ฉากทัศน์ที่ 3: ตกเฉพาะส่วน
ทิศทาง : ศาลสร้างบรรทัดฐานใหม่ โดยใช้หลักการแยกส่วนที่สมบูรณ์ออกจากส่วนที่เป็นโมฆะ ให้หมวดเงินเยียวยาเดินหน้าต่อ แต่ตีตกหมวดการลงทุนระยะยาว 2 แสนล้านบาท
ผลลัพธ์ทางการเมือง : นี่คือชัยชนะระดับมาสเตอร์พีซของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ประชาชนได้เงินเยียวยาตามสิทธิ รัฐบาลถูกสกัดการตีเช็คเปล่านอกสภา และศาลได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ที่รัดกุมในการตรวจสอบอำนาจฝ่ายบริหาร
และไม่ว่าคำวินิจฉัยในวันที่ 4 มิถุนายน 2569 จะออกอย่างไร ผลลัพธ์ของมันจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวเลข 4 แสนล้านบาท แต่มันจะขีดเส้นบรรทัดฐานใหม่ว่าด้วย "ขอบเขตอำนาจของรัฐบาล" และ "ความศักดิ์สิทธิ์ของระบบรัฐสภา" นี่คือจุดพลิกผันทางการเมืองที่ทุกสายตาต้องจับจ้องอย่างไม่อาจกะพริบ
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม








