ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2565 และได้ยื่นหนังสือลาออกในวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.00 น. รวมระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งทั้งสิ้น 1,448 วัน ซึ่งตามกำหนดการเดิมจะครบวาระจริงในวันที่ 21 พฤษภาคม 2569
โดยวันที่ 18 พฤษภาคม ที่ผ่านมา แม้จะไม่เห็นภาพข้าราชการและเจ้าหน้าที่มาร่วมส่งท้ายในโอกาสอำลาตำแหน่งจำนวนมากนัก แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือภาพ "สื่อรุมล้อม" จำนวนมาก สะท้อนว่าชัชชาติยังมีมูลค่าทางการตลาดสูง ทุกความเคลื่อนไหวหมายถึงเอนเกจเมนต์ (Engagement) บนโลกออนไลน์ ทำให้ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ดำรงตำแหน่ง
ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงลำพัง แต่มีส่วนเชื่อมโยงสำคัญคือตัวชัชชาติ นักการเมืองท้องถิ่น "ผู้ริเริ่มไลฟ์สด" เป็นคนแรกในวงการ ซึ่งเป็นรูปแบบการสื่อสารที่ไม่ผิดกฎหมาย และใช้งบน้อย อีกทั้งมีผู้รับชมและติดตามจำนวนมาก ทำให้การให้ข้อมูลของชัชชาติกลายเป็น "ศูนย์ข้อมูลจุดเดียว" ที่ทุกฝ่ายรวมถึงสื่อสามารถนำไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว คล่องตัว ประหยัดเวลาและค่าเดินทาง ที่สำคัญคือได้ข้อมูลที่ชัดเจนตรงตามประเด็นที่ต้องการสื่อสาร
ในด้านการไลฟ์สด ชัชชาติเลือกสื่อสารข้อมูลที่เกิดขึ้นในหลายสถานการณ์ เปรียบเสมือนการรายงานข่าวเชิงลึก ซึ่งพยายามระบุไปถึงตัวเลข จำนวน รายละเอียดเชิงลึกและสถิติ ถือเป็นข้อมูลจาก "ภาครัฐ" โดยตรง ที่ผู้ติดตามและประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็วอย่างไม่เคยเป็นมา ทำให้มีความน่าเชื่อถือ มีแหล่งข้อมูลชัดเจน ชื่อของนายชัชชาติจึงแพร่กระจายในโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว กระตุ้นให้ผู้ที่ไม่เคยสนใจ ต้องกลับมาสนใจบางสิ่งบางอย่าง
ความเป็น "ศูนย์ข้อมูลจุดเดียว" ยังง่ายต่อการชี้แจงหรือนำเสนอผลงานต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก และแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ถึงแม้จะเป็นงานประจำที่ กทม. ดำเนินการอยู่แล้ว เช่น ลอกท่อ คูคลอง ขยะ ไฟส่องสว่าง ในมุมหนึ่งอาจถูกมองว่า "บริหารภาพลักษณ์ทางการเมือง" แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ถูกมองว่าคนกรุงเทพฯ ควรทราบการทำงานของหน่วยงานรัฐตามสิทธิที่ควรมี ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อกันทั้งสองฝ่าย
การนำเทคโนโลยีมาสื่อสารอย่างละเอียดรอบคอบนี้ ส่งผลให้ชัชชาติในวัย 60 ปี ได้เข้าถึงกลุ่มผู้สนับสนุนใหม่ ๆ มากขึ้น ทั้งคนรุ่นใหม่ คนที่ไม่เคยสนใจ แม้กระทั่งผู้อาศัยอยู่บ้านก็สามารถรับรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในเมืองหลวงหรือ กทม. ผ่านการให้ข้อมูลของตัวผู้ว่าฯ กทม. เอง ด้วยทักษะและบุคลิกที่ไม่ตายไมค์ ไม่โจมตี และไม่เคยปฏิเสธคำถาม ทำให้การสื่อสารสาธารณะไหลลื่น มีคำตอบแก่สาธารณชน สะท้อนว่าชัชชาติให้ความสำคัญกับ "ข้อมูล" อย่างมาก ถือเป็นวัตถุดิบสำคัญในการสื่อสาร และบริหารภาพลักษณ์ของ กทม.
เหล่านี้จึงเป็นปราการส่วนสำคัญที่ทำให้ชัชชาติยังคงรักษาฐานความนิยม โดยไม่ต้องอาศัยการสนับสนุนจากพรรคการเมือง เห็นจากยอดผู้ติดตามถึง 3.1 ล้านคน และเป็นโจทย์สำคัญที่คู่แข่งต้องพิจารณา เนื่องจากโลกปัจจุบัน นโยบายและไอเดียที่ดีจำเป็นต้องมีกระบวนการนำเสนอที่มีประสิทธิภาพถึงคนวงกว้างอย่างสม่ำเสมอ
อย่างไรก็ตาม โมเดลการใช้เทคโนโลยีผนวกงานการเมืองนี้เปรียบเสมือนดาบสองคม เพราะหากข้อมูลที่นำเสนอไม่ถูกต้องก็พร้อมจะถูกคัดค้านได้ทันที ประเด็นนี้จึงสร้างทั้งความกล้าและความกังวลให้แก่นักการเมือง เนื่องจากต้องทำงานด้านข้อมูลอย่างหนัก และเชื่อว่าจะเป็นอาวุธสำคัญที่นักการเมืองรุ่นใหม่ต้องศึกษาตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว








