ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2569 ภาคเกษตรกรรมไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าสนใจ เมื่อกลุ่มพืชไร่และวัตถุดิบอาหารสัตว์สำคัญอย่างข้าว ข้าวโพด และ กากถั่วเหลือง ต่างพาเหรดปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสวนทางกับภาคปศุสัตว์ที่ราคาสินค้าหน้าฟาร์มเริ่มส่งสัญญาณอ่อนตัวหรือทรงตัวในระดับต่ำ สถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงกลไกตลาดภายในประเทศ แต่ยังผูกโยงอย่างแนบแน่นกับเกมภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน รวมถึงความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่กลายเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดทิศทางราคาโภคภัณฑ์เกษตรทั่วโลก
หากเจาะลึกไปที่กลุ่มวัตถุดิบอาหารสัตว์ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในประเทศมีการปรับราคาขึ้นมาอยู่ที่หาบละ 720 บาท แม้ว่าในตลาดล่วงหน้าชิคาโก (CBOT) จะมีความกังวลเรื่องการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ยังไม่มีข้อตกลงใหม่ชัดเจน จนบดบังข่าวดีเรื่องกฎหมายการจำหน่ายน้ำมันเอทานอล E15 ก็ตาม แต่ในฝั่งของ กากถั่วเหลือง นำเข้ากลับมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวที่ดันราคาให้สูงขึ้นถึงกิโลกรัมละ 16.40 บาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากคาดการณ์ปริมาณฝนที่มากเกินไปในพื้นที่เพาะปลูกของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผลผลิตในอนาคต ประกอบกับความหวังจากการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งตลาดกำลังลุ้นว่าจีนจะยืนยันการซื้อเมล็ดถั่วเหลืองเพิ่มเติมตามข้อตกลงเดิมหรือไม่ ขณะที่แหล่งโปรตีนสำคัญอย่าง ปลาป่น แม้ในไทยจะยังทรงตัว แต่สัญญาณจากเปรูที่ยังจับปลาได้เพียง 1 ใน 4 ของโควตาเนื่องจากการอนุรักษ์ลูกปลา ก็เป็นปัจจัยเร่งที่อาจทำให้ราคาปลาป่นโลกและไทยปรับตัวสูงขึ้นได้ในเร็วๆ นี้
ในส่วนของพืชเศรษฐกิจหลักอย่าง ข้าว นับว่ามีความเคลื่อนไหวที่โดดเด่น โดยราคาข้าวขาว 100% ชั้น 2 และปลายข้าว เอ.วัน.เลิศ ต่างปรับตัวสูงขึ้นทั้งในตลาดในประเทศและราคาส่งออก (F.O.B.) ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการในตลาดโลกที่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ภาพความสดใสของพืชไร่กลับสร้างแรงกดดันมหาศาลให้กับผู้เลี้ยงสัตว์ เนื่องจากต้นทุนอาหารสัตว์ที่พุ่งสูงขึ้นกลายเป็นภาระหนัก ขณะที่ราคาจำหน่ายผลิตผลปศุสัตว์กลับไม่เอื้ออำนวย โดยเฉพาะ ไก่เนื้อ ที่ราคาหน้าฟาร์มปรับลดลงเหลือกิโลกรัมละ 37 บาท ส่วนราคา สุกร ยังคงยืนอ่อนและมีความแตกต่างกันตามภูมิภาค โดยภาคตะวันตกมีราคาต่ำสุดอยู่ที่ 60 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ ไข่ไก่ ยังคงรักษาระดับราคาแนะนำไว้ที่ฟองละ 3.60 บาท
บทสรุปของภาวะเกษตรในสัปดาห์นี้จึงเป็นการส่งสัญญาณเตือนถึง "ภาวะบีบคั้นด้านต้นทุน" ที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ต้องเผชิญ เมื่อราคาวัตถุดิบต้นน้ำมีแนวโน้มขยับขึ้นตามกลไกตลาดโลกและการเมืองระหว่างประเทศ แต่ราคาปลายน้ำอย่างเนื้อสัตว์กลับถูกจำกัดด้วยกำลังซื้อและการบริโภคภายในประเทศ แนวโน้มในระยะสั้นคาดว่า ราคาพืชวัตถุดิบจะยังคงยืนอยู่ในระดับสูงตามทิศทางตลาดโลก ขณะที่ภาคปศุสัตว์อาจต้องเผชิญกับภาวะราคาทรงตัวในระดับต่ำต่อไปอีกระยะ ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องจับตาดูว่า การเจรจาระดับโลกที่ปักกิ่งและความผันผวนของฟ้าฝนในซีกโลกตะวันตก จะส่งแรงกระเพื่อมมาถึงปากท้องของเกษตรกรและผู้บริโภคชาวไทยมากน้อยเพียงใดในอนาคตอันใกล้ภาพรวมนี้จึงเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนว่า เกษตรกรรมไทยในวันนี้ไม่ใช่เรื่องของดินฟ้าอากาศเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของกระแสโลกที่ไร้พรมแดนอย่างแท้จริง








