ปรากฏการณ์แผ่นดินไหวทางการเมืองในการเลือกตั้งปี 2569 ที่พรรคภูมิใจไทยผงาดขึ้นเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลด้วยตัวเลข สส. สูงกว่า 190 เสียง ทิ้งห่างพรรคเพื่อไทยที่หดตัวลงเหลือเพียง 74 เสียง ซึ่งเป็นผลลัพธ์ของ "ยุทธศาสตร์" ที่ถูกคิดคำนวณมาแล้วอย่างแยบยล
ความน่าสนใจไม่ได้อยู่แค่ตัวเลข แต่อยู่ที่ความจริงอันตลกร้ายที่ว่า อาวุธสำคัญที่พรรคสีน้ำเงินใช้โค่นพรรคเพื่อไทย ก็คือ "ทักษิณโมเดล" ซึ่งถูกนำมาปัดฝุ่น อัปเกรด และตีความใหม่โดยชายที่ชื่อ “เนวิน ชิดชอบ”
1. จากมือขวา สู่ผู้ถอดรหัสวิชา
ย้อนกลับไปในยุคที่พรรคไทยรักไทยเรืองอำนาจ “เนวิน ชิดชอบ” ก้าวเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคอย่างเป็นทางการในปี 2547 เขาไม่ใช่เทคโนแครตผู้ออกแบบนโยบาย แต่เป็น "ผู้จัดการการเมือง" ที่คอยประสานและบริหารจัดการผลประโยชน์ของมุ้งต่างๆ
อีกทั้งยังเป็นองครักษ์พิทักษ์ “ทักษิณ” อย่างแข็งขัน ช่วงเวลาแห่งการเคียงบ่าเคียงไหล่นั้นเอง ที่ทำให้เขาได้ซึมซับ "โรดแมป" การสร้างพรรคการเมืองที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย
แต่เมื่อถึงจุดเปลี่ยนที่ต้องแยกทาง สิ่งที่ “เนวิน” นำติดตัวมาด้วยไม่ใช่แค่อดีต สส. หรือฐานเสียง แต่มันคือ "แก่น" ของทักษิณโมเดล ที่เขานำมาชำแหละและประกอบขึ้นใหม่ เพื่อสร้างพรรคการเมืองให้เข้ากับระบบนิเวศที่เปลี่ยนแปลงไป
2. อัปเกรดทักษิณโมเดล
ทักษิณโมเดลแบบดั้งเดิม พึ่งพาบารมีผู้นำ และขายนโยบายประชานิยมภาพใหญ่ควบคู่ไปกับการสร้างความหวัง แต่ “เนวิน” มองเห็นข้อจำกัดในยุคที่การเมืองแบ่งขั้วรุนแรง เขาจึงสกัดเอาเฉพาะ "ประสิทธิภาพในการบริหาร" ออกมา กลายเป็นสโลแกน "พูดแล้วทำ"
พรรคภูมิใจไทยเลือกที่จะทิ้งความแหลมคมทางอุดมการณ์ ไม่สร้างศัตรู ไม่ทะเลาะในประเด็นเชิงโครงสร้าง แล้วหันไปโฟกัสที่การส่งมอบผลงานระดับพื้นที่ ทั้งถนนหนทาง สาธารณสุข และการเกษตร นโยบายถูกซอยย่อยให้เจาะจงเป้าหมาย และผูกติดกับกระทรวงที่ตนเองบริหารอย่างเบ็ดเสร็จ ตอบโจทย์โหวตเตอร์รากหญ้าและอนุรักษ์นิยมที่ต้องการผลงานจับต้องได้ในทันที
3. ครูใหญ่เนวิน ผู้มากบารมี หลังม่านภูมิใจไทย
ในขณะที่พรรคเพื่อไทยเผชิญปัญหาการบริหารจัดการภายในมุ้ง การรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ตัวบุคคล ทำให้ สส. ระดับแกนนำหลายคนรู้สึกขาดพื้นที่เติบโต นำมาสู่ภาวะเลือดไหลออก และความอ่อนแอของเครือข่ายท้องถิ่น
ทางฝั่งภูมิใจไทยกลับทำตรงกันข้าม “เนวิน” สถาปนาพรรคให้เป็น "พื้นที่ปลอดภัย" ที่มีทั้งเสถียรภาพและทรัพยากร เขาใช้ระบบแยกส่วนอำนาจ วางบทบาทตัวเองเป็น "ผู้จัดการหลังม่าน" คอยคุมยุทธศาสตร์ แล้วผลักดัน “อนุทิน ชาญวีรกูล” ให้เป็น "ผู้บริหารหน้าม่าน" ที่มีภาพลักษณ์ประนีประนอม เข้าได้กับทุกขั้วอำนาจ
โครงสร้างที่ยืดหยุ่นและดูแล สส. อย่างเป็นระบบแบบมืออาชีพนี้ ดึงดูดบ้านใหญ่จากทุกสารทิศให้สวามิภักดิ์ได้อย่างง่ายดาย
4. ทักษิณโมเดล เวอร์ชั่นอัปเกรด ขยี้พรรคเพื่อไทย
การพ่ายแพ้ของเพื่อไทย ไม่ใช่เพราะทักษิณโมเดลล้าสมัย แต่เป็นเพราะพวกเขาตกอยู่ในวิกฤตอัตลักษณ์หลังการจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว และยังคงยึดติดกับรูปแบบความสำเร็จในอดีตที่พึ่งพาบารมีส่วนบุคคล ซึ่งเป็นสิ่งที่ส่งต่อผ่านสายเลือดหรือตัวแทนได้ยาก
ในทางกลับกัน ความสำเร็จของภูมิใจไทยคือบทพิสูจน์ว่า การนำเครื่องมือทางการเมืองมาดัดแปลงให้เข้ากับบริบทใหม่ต่างหาก คือยุทธศาสตร์แห่งความสำเร็จ
“เนวิน ชิดชอบ” ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า การเมืองไม่ใช่เรื่องของใครมาก่อนหรือใครเป็นต้นตำรับ แต่อยู่ที่ว่าใครสามารถปรับตัว วางหมาก และบริหารตัวแปรทางการเมืองได้แม่นยำกว่ากัน
ข้อสังเกตที่น่าขบคิดก็คือ ในเกมอำนาจที่ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร "ทักษิณโมเดลเวอร์ชั่นอัปเกรด" หรือ “เนวินโมเดล” จะยืนระยะได้ยาวนานแค่ไหน ในอนาคตจะมีใครนำโมเดลนี้ไปพลิกแพลง… เพื่อโค่นล้มพวกเขาอีกหรือไม่ ? ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไป
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม








