ผู้การวิศรุฒน์
ถ้าเป็นสมัยก่อน ฝ่ายการเมืองคงพยายามที่จะสกัดกั้น ไม่ให้ ผบ.เหล่าทัพ เป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน เพราะเสี่ยงต่อการชักชวนกันก่อการรัฐประหาร โดยไม่มีใครคานอำนาจ หรือกระตุกเอวกัน
แต่ในยุคปัจจุบัน การรัฐประหารมีโอกาสเป็น “ศูนย์” เพราะในกองทัพรู้กันดีว่า ตั้งแต่มีการเปลี่ยนผ่านรัชกาล กองทัพก็มีการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ทั้งการย้ายโอน ร.1 รอ. และ ร.11 รอ. ขุมกำลังรัฐประหารของ พล.1 รอ. ไปเป็นหน่วยในพระองค์ พร้อมๆ กับการตั้งหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ 904 (ฉก.ทม.รอ. 904) หรือ ฉก.ทหารคอแดง ขึ้นคุมบางส่วนของกองทัพ
นอกจากนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็ได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองที่จงรักภักดี อีกทั้งยังเป็นรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยที่ประกาศจุดยืนชัดเจนเป็นพรรคสีน้ำเงินและปกป้องสถาบันฯ รวมทั้งมีสายสัมพันธ์ที่แนบชิดกับ คีย์แมน ในสายอนุรักษนิยม ขุนศึกศักดินา จึงทำให้รัฐบาลของนายอนุทิน ไร้ความเสี่ยงที่จะถูกรัฐประหาร
ส่งผลให้รัฐบาลนายอนุทิน ไม่วิตกกังวลในเรื่องกองทัพ เพียงแค่ไม่ทำอะไรที่ขัดแย้งกับทหาร และทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนกองทัพเท่านั้นเป็นพอ
นายอนุทินยังจำเป็นต้องเกาะอิงกับกองทัพในการสร้างคะแนนนิยม ตั้งแต่การสู้รบกับกัมพูชา จนทำให้พรรคภูมิใจไทยชนะเลือกตั้งแบบถล่มทลาย ประชาชนยังชื่นชมศรัทธาทหารที่นำแผ่นดินไทยกลับคืนมาจากการยึดครองของกัมพูชาได้
นายอนุทินให้ความสำคัญกับกองทัพ จึงต้องคุมความมั่นคงและกระทรวงกลาโหมเอง โดยไม่จำเป็นต้องควบ รมว.กลาโหม
โดยเลือก “บิ๊กดุลย์” พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 ที่เป็นทั้งสายตรงบุรีรัมย์ และเป็นเพื่อน วปอ.61 กับนายอนุทินเองแล้ว ยังเป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 กับ “บิ๊กปู” พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. และ “บิ๊กคิม” พล.อ.อ.เสกสรร คันธา ผบ.ทอ. และแกนนำในทุกเหล่าทัพ
โดยที่นายอนุทินไม่ต้องห่วงกังวลว่า การเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันกับผู้นำทหารจะเสี่ยงต่อการเกิดรัฐประหาร เพราะพลโท อดุลย์ นั้นแนบแน่นกับ นายเนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย และพี่ชายของนายอนุทินมายาวนาน
อีกทั้งด้วยเหตุผลข้างต้น นายอนุทินจึงไม่ต้องกลัวการรัฐประหาร เช่นรัฐบาลนักการเมืองในอดีต
เหล่านี้ทำให้ นายอนุทิน ไม่จำเป็นต้องเกรงใจเลือกอดีตบิ๊กทหารหลายคนที่ขั้วอนุรักษนิยมส่งมาให้พิจารณา แม้จะโดดเด่นกว่าพลโท อดุลย์ ก็ตาม แต่ชื่อของพลโท อดุลย์ ได้ถูกวางตัวไว้ตั้งแต่แรกที่เข้ามาเป็น รมช.กลาโหม ใน “ครม.อนุทิน 1” นั่นแล้ว
เช่นเดียวกับการเลือกหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ ที่นายอนุทินก็ไม่เลือกทหาร แต่เลือก “ผอ.นุ้ย” นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ เพราะต้องการให้ภาพซอฟต์ และใช้ประโยชน์จากงานข่าวกรองในมือที่กำลังถูกจับตามองก็คือการแต่งตั้งหัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาล ที่แม้จะได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ ในการรื้อฟื้นคณะนี้ขึ้นมาแล้ว แต่ยังไม่มีรายงานยืนยันว่านายอนุทินจะแต่งตั้งใครมาทำหน้าที่นี้
ท่ามกลางกระแสว่าอาจจะเป็นชื่อของ “บิ๊กเมา” พลเอก อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 และเคยเป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขใต้ และเคยเป็นคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาลในอดีตมาก่อนแล้ว
แต่ก็มีข่าวว่านายอนุทินกำลังพิจารณาตัดสินใจว่าจะเลือกทหารเก่าหรือพลเรือน ให้มาทำหน้าที่นี้ เพราะในอดีตรัฐบาลที่ผ่านมามักจะแต่งตั้งทหารเก่ามาทำหน้าที่นี้ และในคณะก็จะเป็นอดีตทหารในกองทัพบกเสียเป็นส่วนใหญ่ จนทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องของผลงานและความสำเร็จที่ไม่ปรากฏเด่นชัด รวมทั้งถูกมองว่ากรอบการทำงานซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่มีอยู่
จึงทำให้นายอนุทิน ต้องปรึกษาหารือความมั่นคงหลายฝ่าย รวมถึงได้พูดคุยกับ “บิ๊กเกรียง” พลเอก เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา ซึ่งเป็นอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 และเป็นเพื่อนร่วม วปอ.61 ของนายอนุทินด้วย ถึงขั้นเชิญมาพบที่ทำเนียบรัฐบาล
ท่ามกลางข่าวสะพัดว่า ผู้ที่จะมาเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาล ไม่ใช่พลเอก อุดมชัย เนื่องจากนายกฯ ต้องการการทำงานในรูปแบบใหม่และหวังผล ไม่ให้ซ้ำรอยในอดีต
โดยมีรายงานข่าวว่า พลโท อดุลย์ ได้เสนอชื่อนายทหารหลายคน รวมทั้งเพื่อนร่วมรุ่น ตท.26 ที่เกษียณแล้วให้พิจารณาด้วย เพราะมองว่าพลเอก อุดมชัย ตท.13 รุ่นในการทำงานประสานงานกับกองทัพจะห่างเกินไป
ตำแหน่งนี้จึงจะเป็นอีกดัชนีชี้วัดว่า นายอนุทินไม่จำเป็นต้องเกรงใจฝ่ายทหาร หรือกองทัพในการแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆ ในด้านความมั่นคง หากชื่อที่ออกมาอาจเป็นพลเรือน หรือบิ๊กทหารคนอื่น
แต่อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่านายอนุทินก็ยังคงให้ความสำคัญกับทหาร ด้วยการบาลานซ์ทั้งทหารและพลเรือน โดยได้แต่งตั้งนายทหารที่สนิทสนมลงตำแหน่งสำคัญด้านความมั่นคง คือ “บิ๊กไก่” พลเอก สุพจน์ มาลานิยม อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งรู้จักสนิทสนมกับนายอนุทินมายาวนาน และเคยเป็นที่ปรึกษา รมว.มหาดไทย ให้นายอนุทินมาก่อนหน้านี้
นอกจากนี้ พลเอก สุพจน์ ยังเคยมีชื่อเป็นแคนดิเดตชิงเก้าอี้ รมว.กลาโหม มาหลายครั้ง แต่ก็ต้องหลีกทางให้กับพลโท อดุลย์ สายแข็งบุรีรัมย์ นั่งเก้าอี้สนามไชย 1 พลเอก สุพจน์ เป็นเตรียมทหารรุ่น 22 และเป็นนักรบเหรียญกล้าหาญ เคยเป็นเสนาธิการทหาร ก่อนที่จะย้ายโอนมาเป็นเลขาธิการ สมช. จนเกษียณราชการ
นอกจากนี้ นายอนุทินยังเสนอคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง “บิ๊กวิน” พลเรือเอก สุวิน แจ้งยอดสุข เพื่อนสนิทตั้งแต่เรียนอัสสัมชัญ รุ่น 98 และเพื่อนร่วมรุ่น วปอ.61 เป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี โดยมอบหมายให้เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี เพื่อช่วยดูแลงานด้านความมั่นคง เพราะนายอนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรีคุมด้านความมั่นคงเอง โดยก่อนหน้านี้ นายอนุทินได้แต่งตั้งพลเรือเอก สุวิน เป็นที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี และมาเป็นทีมงานบนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล
ก่อนหน้าช่วงการจัดตั้งรัฐบาล ที่มีกระแสข่าวว่านายอนุทินอาจจะควบเก้าอี้ รมว.กลาโหมนั้น ก็เคยมีข่าวว่าจะให้พลเรือเอก สุวิน เป็นเลขานุการ รมว.กลาโหม แต่ในที่สุด เก้าอี้ รมว.กลาโหม ได้ถูกจองให้กับพลโท อดุลย์ ไว้แล้ว
พลเรือเอก สุวิน เป็นเตรียมทหาร 25 เป็นอดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด รองผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ เติบโตมาจากสายกำลังรบในกองทัพเรือ เคยเป็นผู้บังคับการเรือหลวงจักรีนฤเบศร และผู้ช่วยทูตทหารเรือประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา พลเรือเอก สุวิน จึงเสมือนมาทำหน้าที่เป็นผู้กลั่นกรองงานด้านความมั่นคงให้กับนายอนุทิน ซึ่งถือว่ามีบทบาทสำคัญเคียงข้างนายกรัฐมนตรี
อาจกล่าวได้ว่านายอนุทินเอง แม้จะไม่ได้กลัวเรื่องการรัฐประหาร แต่ก็พยายามบาลานซ์ในการเลือกใช้คนในด้านความมั่นคง ทั้งพลเรือนและทหาร เพราะได้ประกาศไว้แล้วว่าเป็นนายกรัฐมนตรีอาจจะไม่ได้รู้หรือเชี่ยวชาญทุกเรื่อง แต่สามารถเลือกบุคคลหรือมอบหมายงานให้คนที่มีความสามารถในแต่ละด้านมาช่วยงานได้
เรียกได้ว่าเป็นกลยุทธ์ในการบริหารจัดการอำนาจ ไม่ให้ตึงตัวเกินไป แม้จะเป็นสายอนุรักษนิยม แต่นายอนุทินก็มิได้โอนอ่อนหรือปฏิบัติตามข้อเสนอของฝ่ายอนุรักษนิยมหรือกองทัพไปเสียทุกเรื่อง แต่ได้ถ่วงดุลในการจัดวางตัวบุคคลที่คุมสายงานความมั่นคง
ในส่วนของการแต่งตั้งโยกย้ายในกองทัพ คาดว่านายอนุทินจะให้พลโท อดุลย์ ซึ่งเป็นประธานบอร์ด 7 เสือกลาโหม เป็นผู้พิจารณาหลักตามกฎหมาย แต่ในฐานะที่นายอนุทินคุมกระทรวงกลาโหมเอง ก็อาจจะได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาตัวบุคคล
แต่เป็นที่รู้กันว่าเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร ฝ่ายการเมืองไม่สามารถที่จะไปแทรกแซงกองทัพได้ เพราะเป็นไปตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม 2551 ที่กำหนดให้ใช้คณะกรรมการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพลของกระทรวงกลาโหม หรือบอร์ด 7 เสือกลาโหมนั่นเอง
ยิ่งในยุคของพลโท อดุลย์ ไม่มี รมช.กลาโหม ก็ทำให้มีแค่ 6 เสือกลาโหม และฝ่ายการเมืองมีแค่ 1 เสียงเท่านั้น
คาดว่าอำนาจในการจัดวางตัวบุคคลในกองทัพจะอยู่ในมือเตรียมทหารรุ่น 26 ที่มีพลเอก พนา และพลอากาศเอก เสกสรร เป็นผู้นำเหล่าทัพอยู่แล้ว ประกอบกับแกนนำเตรียมทหารรุ่น 26 ก็อยู่ใน 5 เสือแต่ละเหล่าทัพที่จะรอขึ้นมาเป็นผู้นำเหล่าทัพพอดี
ทั้งตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหม ที่มี “บิ๊กตั้ม” พลเอก ศรัณย์ เพชรชรานนท์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม ตท.26 จ่อคิวอยู่ แต่ในแง่ของความเหมาะสม มีการพูดถึง “เสธ.ปูด้วง” พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ตท.26 ที่อาจจะถูกส่งจากกองทัพบกข้ามมาเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม คนต่อไปโยกย้ายตุลาคม 2569 นี้ ไม่ว่าใครเป็นก็จะถือว่า ตท.26 ยึดเก้าอี้ปลัดกระทรวงกลาโหม
และจะทำให้กระทรวงกลาโหมเข้าสู่ยุคทองของเตรียมทหารรุ่น 26 อย่างแท้จริง เพราะมีพลโท อดุลย์ เป็น รมว.กลาโหม และทีมฝ่ายเสนาธิการก็ล้วนเป็นเพื่อนร่วมรุ่น ตท.26 โดยมี พลเอก วิมล คำอิ่ม เป็นหัวหน้าสำนักงาน รมว.กลาโหม พลเอก สรรเพชร พิเนตรบูรณะ ที่ถูกวางตัวไว้เป็นเลขานุการ รมว.กลาโหม และ พลเอก อัฏฐพล ลัดใหม่กุลวัฒน์ ที่คาดว่าจะได้เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ รมว.กลาโหม
นอกจากนั้น ยังมีกระแสข่าวว่า เตรียมทหารรุ่น 26 เตรียมวางตัว “บิ๊กเอี่ยว” พลเอก ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร ให้มาช่วยงานด้านความมั่นคงให้กับนายอนุทิน และพลโท อดุลย์ แต่ยังไม่มีรายงานยืนยันว่าจะมานั่งในตำแหน่งใด เช่น หัวหน้าคณะผู้แทนพิเศษของรัฐบาล หรืออาจจะเป็นเลขานุการ รมว.กลาโหม, ผช.รมต. ประจำ รมว.กลาโหม เพราะเป็นโควตา ตท.26 ซึ่งเพื่อนร่วมรุ่นอาจจะมีการเขย่าตำแหน่งกันใหม่ เพราะยังไม่ได้เข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในการแต่งตั้ง
ก่อนหน้านี้เคยมีกระแสข่าวว่า มีการเสนอชื่อพลเอก ณัฐพงษ์ คนนี้ ให้เตรียมตัวที่จะย้ายโอนจากกองบัญชาการกองทัพไทย ข้ามมาเป็นเลขาธิการ สมช. แต่นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. คนปัจจุบันยังมีอายุราชการถึงตุลาคม 2570 ซึ่งคงไม่สามารถรอได้เพราะพลเอก ณัฐพงษ์ ก็มีอายุราชการถึง 2571 เท่านั้น
ท่ามกลางกระแสข่าวว่าอาจมีการย้ายสลับตัวขุนพลด้านความมั่นคง เช่น เลขาธิการ ศอ.บต. กับ เลขาฯ สมช. ในขณะที่เก้าอี้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีก็จะว่างลงเพราะเกษียณราชการตุลาคม 2569 นี้
เพราะพลเอก ณัฐพงษ์ ไม่ได้ลุ้นที่จะขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนต่อไปแล้ว เนื่องจากมีการวางตัว “บิ๊กจุ๊บ” พลเอก ชิดชนก นุชฉายา เสนาธิการทหาร ซึ่งเป็นทหารรุ่น 26 ที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งโยกย้ายตุลาคม 2570 ต่อจาก “บิ๊กหยอย” พลเอก อุกฤษฏ์ บุญตานนท์ ที่จะเกษียณราชการ
หรืออาจจะดำรงตำแหน่งในทางการเมือง เพื่อทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม JBC (Joint Boundary Committee) รับหน้าที่สำคัญในการปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาที่เป็นเรื่องร้อน เนื่องจากพลเอก ณัฐพงษ์ มีบทบาทสำคัญในเรื่องการเจรจากับกัมพูชามาโดยตลอด ในฐานะที่เคยเป็นเจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร และปัจจุบันก็ยังคงติดตามเรื่องกัมพูชาและเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการจัดทำถ้อยแถลงร่วมหยุดยิงที่ลงนามโดย รมว.กลาโหม ของทั้งไทยและกัมพูชาเมื่อ 27 ธันวาคม 2568 ถือเป็นการสยายปีกของเตรียมทหารรุ่น 26 ในการแทรกซึมเข้าดูแลความมั่นคงทั้งหมดแบบเบ็ดเสร็จ
ขณะที่ ตท.26 อีก 2 คน จะชิงเก้าอี้ผู้บัญชาการทหารเรือในโยกย้ายตุลาคมนี้ ทั้ง “ผู้ช่วยเอก” พลเรือเอก นเรศ วงศ์ตระกูล ผู้ช่วย ผบ.ทร. ที่มีอายุราชการถึงตุลาคม 2571 และ “บิ๊กโอ๋” พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะระถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ที่มีอายุราชการถึงตุลาคม 2570 ที่จะต้องแข่งกับ พลเรือเอก สุชาติ ธรรมพิทักษ์เวช รอง ผบ.ทร. รุ่นพี่เตรียมทหาร 25 ที่อาวุโสสูงสุด เกษียณ 2570 และ “เสธ.ต้น” พลเรือเอก ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ รุ่นน้องเตรียมทหาร 27 ที่มีอายุราชการถึง 2571 และทั้งพลโท อดุลย์ และนายกรัฐมนตรี เรียกไปประชุมปรึกษาหารืองานด้วยเสมอ
ด้วยเหตุที่ทั้งกระทรวงกลาโหมและกองทัพอยู่ในยุคของเตรียมทหารรุ่น 26 ดังนั้นจึงมีโอกาสสูงที่ ผบ.ทร. จะเป็น ตท.26 ระหว่างพลเรือเอก นเรศ และพลเรือเอก กรวิทย์ ซึ่งพลเรือเอก นเรศ มีอายุราชการเหลือ 2 ปี และอาวุโสกว่าจึงได้เปรียบ
ดังนั้นจึงจับตามองอย่างยิ่งทั้งการตัดสินใจของพลโท อดุลย์ ที่วันนี้กลายเป็นพี่ใหญ่ของเตรียมทหารรุ่น 26 แม้ว่าจะจบจากนักเรียนนายสิบทหารบก และเป็นแค่พลโทเกษียณตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 แต่วันนี้ได้ยืนหนึ่งแถวหน้าเบอร์ 1 ของกระทรวงกลาโหม นำแถวผู้บัญชาการเหล่าทัพ และบรรดานายทหารยศพลเอก ที่จะต้องตะเบ๊ะทำความเคารพพลโทคนนี้
#อนุทิน #นายกหนู #การเมืองไทย #กลาโหม #กองทัพ #ตท26 #บิ๊กเอี่ยว #ข่าวการเมือง #วิเคราะห์การเมือง #siamrathonline








