การเมืองไทยในวันที่ 24 เมษายน 2569 น่าจับตาอีกครั้ง หลังศาลฎีกานัดประชุมองค์คณะเพื่อพิจารณาคำร้องคดีหมายเลขดำที่ คมจ 1/2569 ซึ่งเป็นคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นเอาผิดอดีต 44 สส. พรรคก้าวไกล ในข้อหาฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
จุดเริ่มต้นย้อนกลับไปตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2566 เมื่อนายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ทนายความ ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ จนนำมาสู่คำวินิจฉัยประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 ที่ระบุว่าการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองฯ
ข้อเท็จจริงดังกล่าวกลายเป็นสารตั้งต้นให้ ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าการที่อดีต สส. ทั้ง 44 คน ร่วมกันลงชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาในช่วงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2564 ถึง 25 มีนาคม 2566 นั้น เป็นการมุ่งร้ายต่อสถาบันฯ ลดทอนการคุ้มครององค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 และเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ 5, 6 และ 7 อย่างรุนแรง
สำหรับการตัดสินล่าสุดในวันที่ 24 เมษายน 2569 ศาลฎีกาได้มีคำสั่งรับคำร้องคดีนี้ไว้พิจารณาวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตามศาลมีคำสั่งที่สร้างความโล่งใจให้กับฝ่ายค้านคือ ไม่มีคำสั่งให้ 10 สส. ที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ในปัจจุบันต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยศาลระบุเหตุผลว่าไม่ปรากฏพฤติการณ์กระทำซ้ำหรือการกระทำที่จะก่อให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม อีกทั้งบุคคลเหล่านี้ยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ
สำหรับรายชื่อ สส. ทั้ง 10 คนที่เป็นสมาชิกพรรคประชาชนในปัจจุบันและได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ได้แก่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล, นายรังสิมันต์ โรม, นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง, นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล, นายณัฐวุฒิ บัวประทุม, นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ, นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์, นายธีรัจชัย พันธุมาศ และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร
โดยศาลกำหนดเงื่อนไขห้ามแสดงความคิดเห็นหรือกระทำการในลักษณะเดิมอีก มิฉะนั้นอาจมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง และได้นัดพิจารณาครั้งแรกในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 พร้อมนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 4 สิงหาคม 2569
ในมิติด้านการวิเคราะห์และมุมมองของผู้เกี่ยวข้องก่อนมีคำสั่งศาลนั้น นายปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการคณะก้าวหน้า วิเคราะห์ไว้ว่าความผิดปกติของรัฐธรรมนูญปี 2560 คือสร้างกลไก "มาตรฐานทางจริยธรรม" มาเป็นอาวุธใน "นิติสงคราม" เพื่อประหารชีวิตทางการเมืองของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งไม่ได้สัดส่วนกับการกระทำและเป็นการลงโทษซ้ำซ้อน ขณะที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ยืนยันว่าการเสนอแก้ไขกฎหมายเป็นหน้าที่อันชอบธรรมของฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อหาทางออกให้ความขัดแย้งในสังคม และการสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่จะบั่นทอนอำนาจที่มาจากประชาชนอย่างรุนแรง
สอดคล้องกับนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ที่มองว่าเจตนาของกลุ่ม สส. คือการปกป้องสถาบันไม่ให้ถูกกลุ่มคนบางกลุ่มนำไปใช้หาประโยชน์ แต่กลับถูกฝ่ายตรงข้ามฉวยโอกาสใช้คำว่า "มาตรฐานจริยธรรม" ซึ่งเป็นนามธรรมมาตีความตามอคติ ส่วน นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ในฐานะหัวหน้าทีมกฎหมาย ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในกระบวนการของ ป.ป.ช. ที่มีการจัดทำเอกสารแบบ "Copy Paste" และได้ยื่นคำร้องคัดค้านเพื่อขอให้ศาลไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยระบุว่าพรรคประชาชนไม่มีนโยบายแก้ไขมาตรา 112 ในการหาเสียงแล้ว จึงไม่มีเหตุให้ต้องเกรงว่าจะมีการกระทำซ้ำ
ทางด้าน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ชี้ให้เห็นถึงมิติความลักลั่นของมาตรฐานการตรวจสอบ โดยเปรียบเทียบกับกรณี ป.ป.ช. ยกคำร้องคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เรื่องการซุกหุ้น ซึ่งพรรคเตรียมใช้กลไกมาตรา 236 เพื่อร้องต่อศาลฎีกาให้ตั้งคณะไต่สวน ป.ป.ช. ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ เช่นเดียวกับ นางสาวรักชนก ศรีนอก ที่โพสต์วิจารณ์ว่าในขณะที่คดีที่มีหลักฐานชัดเจนกลับถูกมองว่าไม่มีเจตนา แต่คดี 44 สส. ที่ยังไม่ทันเข้าสู่กระบวนการสภา กลับถูกฟันว่าผิดจริยธรรมร้ายแรง
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีต สส.และหัวหน้าพรรคก้าวไกล ยืนยันว่าการเสนอแก้ ม.112 เป็นการใช้สภาเป็น "พื้นที่ปลอดภัย" เพื่อหาทางออกความขัดแย้ง มิใช่การล้มล้างการปกครอง โดยมองคดีนี้เป็น "นิติสงคราม" ที่ใช้มาตรฐานจริยธรรมเป็นเครื่องมือทำลายล้างทางการเมือง จึงคัดค้านการสั่ง 10 สส. หยุดปฏิบัติหน้าที่ เพื่อพิทักษ์ระบบรัฐสภาและรักษาความต่อเนื่องในการทำงานเพื่อประชาชน เนื่องจากลำพัง 10 คนไม่สามารถเสนอแก้กฎหมายเดิมซ้ำได้อยู่แล้ว
ทั้งนี้ ในก้าวต่อไปพรรคประชาชนได้เตรียมแผนรับมือหากผลการตัดสินในอนาคตออกมาเป็นลบ โดยเตรียมปรับโครงสร้างพรรคในการประชุมใหญ่วันที่ 24-26 เมษายนนี้ และมีชื่อของนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เป็นหนึ่งในตัวเต็งที่จะขึ้นมาขับเคลื่อนอุดมการณ์ของพรรคท่ามกลางแรงกดดันจากนิติสงครามที่เข้มข้น








