ความคึกคักกำลังกลับมาที่ “พรรคเพื่อไทย” เมื่อเวลาที่ทุกคนรอคอย เริ่มนับถอยหลังกันแล้ว !
เหลืออีกไม่กี่วัน ที่ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี และในฐานะ “เจ้าของพรรค” จะได้รับการพักโทษ ได้ออกจากเรือนจำคลองเปรม ในวันจันทร์ที่ 11 พ.ค.69 นี้ จากนั้นทักษิณ จะต้องพักโทษ ต่ออีก 4เดือน ส่วนจะใส่กำไลอีเอ็มหรือไม่ ล่าสุด “พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์” รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบฯ ว่า ต้องรอดูความเห็นที่เสนอเข้ามา
อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญที่ทักษิณ จะออกมาปรากฏตัว “นอกเรือนจำ” ในเช้าวันจันทร์ที่ 11 พ.ค.นี้ คือการคืนสังเวียนในอีกรูปแบบหนึ่งที่อาจไม่จำเป็นต้องดำเนินบทบาทให้โดดเด่น
แต่สำหรับพรรคเพื่อไทยในห้วงเวลาที่ “อ่อนแรง” ทั้งความพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งสส.ครั้งล่าสุด 8 ก.พ.69 จนมาถึงการเข้าร่วมรัฐบาล “อนุทิน 2” คือโอกาสที่จะ เร่ง “สร้างผลงาน” โดยเฉพาะการผลักดัน “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” รองนายกฯและรมว.การอุดมศึกษาฯ ให้มีผลงาน ที่มากกว่าการเป็น “รองนายกฯ” ของพรรคเพื่อไทย เท่านั้น
ห้วงเวลานี้ สำหรับพรรคเพื่อไทยแล้วยังไม่มีความจำเป็นที่จะ เปิดเกมรุก โดยเฉพาะในทางการเมือง เพราะแม้ทักษิณ จะออกจากเรือนจำในวันที่ 11 พ.ค.นี้ก็ตาม แต่ทักษิณเองต้องเล่นบทโลว์โปรไฟลว์
หลังจากที่ได้บทเรียน เมื่อครั้งกลับจากดูไบ แลนด์ดิ้งถึงไทยแลนด์ใหม่ๆ เขาเลือกที่จะเล่นบท โชว์ออฟ แย่งซีน นายกฯที่มาจากเพื่อไทยเอง ไม่ว่าจะเป็น “เศรษฐา ทวีสิน” จนมาถึง “แพทองธาร ชินวัตร”
แต่เมื่อทักษิณ ได้กลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง ย่อมทำให้พรรคเพื่อไทยมีขวัญกำลังใจที่มากขึ้น และอาจจะต้องเลือกสู้ ในสนามที่มั่นใจได้ว่าจะชนะได้จริง !
ดังนั้น ล่าสุด “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” ในฐานะหัวหน้าพรรค เปิดเผยชัดเจนว่า พรรคเพื่อไทย จะไม่ส่งผู้สมัครลงชิงสนามผู้ว่าฯกทม. แม้จุลพันธ์ จะให้เหตุผลว่า พรรคเพื่อไทยทำการเมือง “ระดับชาติ” แล้ว และจากนี้จะมุ่งเดินหน้านโยบายเพื่อขับเคลื่อน “ภาพใหญ่” รวมทั้งบอกด้วยว่าครั้งที่แล้ว พรรคก็ไม่ได้ส่งใครลง
เท่ากับว่าพรรคเพื่อไทยจะเว้นไม่เล่นในสนามที่ไม่ชนะ ตามสไตล์ทักษิณ !!
แต่การบริหารจัดการ “ปัญหาภายใน” ของพรรคต่างหากที่ กำลังรอให้เจ้าของพรรคตัวจริงกลับมาสะสางและคลี่คลาย อย่าลืมว่า หนึ่งในแผนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพรรค ที่จะมีขึ้น รอบนี้ ด้วยการวาง “ณัฐธิดา เทพสุทิน” สส.บัญชีรายชื่อ ลูกสาว “สมศักดิ์ เทพสุทิน” แกนนำพรรคเพื่อไทย ให้มานั่ง “รองหัวหน้าพรรค”
ย่อมไม่ใช่การผลักดัน “คนรุ่นใหม่” ให้เข้ามามีบทบาทในพรรคทั่วไป เมื่อการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี ครั้งนี้ “กลุ่ม 2 ส.” มีแต่ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ที่ได้รับโบนัส นั่งก.เกษตรฯ ขณะที่ สมศักดิ์ เองไม่ได้ตำแหน่งใดๆ
แต่หากจะปล่อยให้อยู่ในบรรยากาศ “กลุ่ม 2 ส.” พ่าย “บ้านใหญ่จันทร์ส่องหล้า” ต่อไปย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก ดังนั้นการให้เก้าอี้ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แก่ลูกสาวสมศักดิ์ จึงน่าจะลดความอึมครึมลงได้ และยังมั่นใจได้ว่า สมศักดิ์ ยังอยู่เพื่อไทย โดยอาจไปรอลุ้นรัฐมนตรี เอารอบหน้า
นอกจากนี้ยังน่าสนใจว่า สูตรการบริหารอำนาจภายในพรรคภูมิใจไทย ด้วยการให้ “รัฐมนตรี” ของพรรคลาออกจาก การเป็น “สส.” เพื่อเปิดทางให้ คนอื่นขยับขึ้นมา กลับไม่ได้นำมาใช้ใน “พรรคเพื่อไทย” และจนถึงเวลานี้ ยังไม่มีใครแสดงความประสงค์ที่จะลาออก
ดังนั้นจากสิ่งที่กำลังดำเนินไปเช่นนี้ โดยเฉพาะการเมืองภายในพรรคเองที่แม้จะยังไม่ถึงขั้นทะลุจุดเดือด เพราะทุกคนรู้ดีว่า พรรคเพื่อไทย ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เสียงสส.ในสภาฯ เหมือนกับ นายกฯอนุทิน และรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย
เว้นแต่ว่า หากในวันข้างหน้า ทิศทางลมการเมืองเปลี่ยน จนทำให้พรรคเพื่อไทย อยู่ในความสุ่มเสี่ยง จะถูก “ปรับออก” จากครม. ด้วยการโดน ฝ่ายค้านบางพรรคเล่นงานในวันข้างหน้า เสียงในสภาฯ อาจมีความจำเป็นตามมา
ทว่าเวลานี้ ทุกคนในพรรคเพื่อไทย รวมทั้ง พี่น้องคนเสื้อแดง ต่างตั้งตาเฝ้ารอนับวัน ให้ถึงวันที่ 11 พ.ค.นี้โดยเร็วเพื่อรอต้อนรับ “นายใหญ่” กลับบ้าน ส่วนจะกลับมาแล้ว พรรคเพื่อไทยจะเชิญให้รับตำแหน่งทางวิชาการ วิทยากรหรือตำแหน่งใด ตำแหน่งหนึ่ง ของพรรคหรือไม่ ยังมีเวลาให้ได้ประเมินสถานการณ์ ทั้งเสียงเชียร์และ “แรงต้าน” โดยที่ไม่จำเป็นต้องรีบเร่ง








