ผู้การวิศรุฒน์
ไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะยอมรับว่าเครียด ในการแก้ปัญหา ดราม่า “แม่ทัพภาค4”
เพราะข้างหนึ่ง ก็ สส. นักการเมืองในพื้นที่ ชาวมุสลิม และ สมาพันธ์ รร.ปอเนาะ ที่กดดันให้ ย้าย “แม่ทัพยูร” พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาค4 พ้นเก้าอี้ จากการพูด “เสียงในหัว” ออกมา บนโต๊ะแถลงข่าว แม้จะ “ปิดไมค์“ ว่า “ถ้าทำแบบนี้นะ ผมไม่ปล่อยให้รอด ถ้าเป็นผมนะ!!”
และการตะแบง ตีความคำพูดของ พลโท นรธิป ที่พาดพิง รร.ปอเนาะ ตาดีกา ด้วยการแนะนำให้ รมว.ศึกษาธิการ ลงมาตรวจสอบ ว่าได้สอนตามหลักสูตร หรือไม่ โดยเฉพาะ การเรียนภาษาไทย แต่ถูกตีความว่า พาดพิง รร.ปอเนาะ ตาดีกา ว่า เป็น แหล่งบ่มเพาะผู้ก่อเหตุ
ส่วนอีกข้างหนึ่งคือ กองทัพ และ กอ.รมน. หรือ เรียกว่า ฝ่ายทหาร ที่กำลังถูกท้าทาย จาก อีกฝ่ายหนึ่ง ที่ฝ่ายทหารมองว่า เป็น แนวร่วม ผู้ก่อความไม่สงบ ก่อนหน้านั้น 2-3 วัน นายอนุทิน จะ ให้สัมภาษณ์อย่างแข็งกร้าวว่า “แม้จะเป็นซี10 ซี11 หรือผู้บัญชาการ ใครก็ย้ายไม่ได้แต่นายกฯย้ายได้ จะย้ายให้ดู”
จนทำให้ถูกจับตามองว่านายอนุทินจะแสดงศักยภาพของนายกรัฐมนตรีที่มาจากประชาชนเลือกมาถึง 192 สส. และเป็นรัฐบาลสมบูรณ์ 4 ปี ในการสร้างความยำเกรงต่อกองทัพหรือไม่ หากต้องย้าย แม่ทัพภาค4 จริงๆ
เพราะหากยึดตามกฎระเบียบและธรรมเนียมทหารแล้ว ไม่ได้ถือว่าพลโทนรธิป มีความผิดใดๆ ไม่สามารถที่จะย้ายนอกฤดูกาล เพราะหากย้ายจากแม่ทัพภาค4 ก็ต้องให้ขึ้นเป็นพลเอก ไม่เช่นนั้นแล้วก็จะถือว่าเป็นการย้ายที่มีความผิด และในอนาคตอาจเกิดปัญหาการร้องเรียน การใช้อำนาจของผู้สั่งย้ายได้ ยิ่งหากนายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจในการสั่งย้าย
จึงถือว่าเป็นเรื่องหมิ่นเหม่ ต่อการถูกร้องเรียนเรื่องการใช้อำนาจในอนาคต และอาจจะสะเทือนเก้าอี้นายกรัฐมนตรีได้
ประการสำคัญที่สุด คือ อาจทำให้เกิดความกินแหนงแคลงใจกับทางฝ่ายทหาร เพราะต้องไม่ลืมว่าพลโทนรธิป เป็น เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 ของ “บิ๊กปู” พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ. ทบ. และเป็นคนที่พลเอกพนา เลือกมากับมือ ให้ขยับข้ามห้วยจากรองแม่ทัพภาค2 ลงใต้ มาเป็นแม่ทัพภาค4 และให้อยู่ยาวผ่านครึ่งทางมาถึง 6 เดือน โดยไม่ได้ถูกโยกย้ายใน วาระเมษายน 2569 แม้จะถูกเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นคนนอกพื้นที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจในปัญหาชายแดนใต้
แม้พลโท นรธิป จะเคยลงมาปฏิบัติหน้าที่ในชายแดนภาคใต้ที่จังหวัดปัตตานี เมื่อครั้งที่กองทัพภาค2 ได้ส่งกำลังทหารลงมาสนับสนุนกองทัพภาค4 ในการดูแลความสงบในชายแดนใต้ ในปี 2553 ตามนโยบาย “บิ๊กป๊อก” พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ในเวลานั้น ที่สั่งให้เอากำลังทั้งกองทัพภาค1 กองทัพภาค2 และกอง ทัพภาค3 ลงมาช่วยในชายแดนใต้ แต่ก็เป็นแค่ในระยะสั้น
ดังนั้นหากมีการโยกย้ายพลโท นรธิป ด้วยการการใช้อำนาจนายกรัฐ หรือ ผอ.รมน. ยอมเป็นการข้ามหน้าข้ามตา ผบ.ทบ. อีกทั้งฝ่ายทหารไม่ได้มองว่าพลโท นรธิป มีความผิด ดังนั้นการที่ให้พลเอกพนา สั่งย้ายพลโท นรธิป ทันที หรือนายกจะใช้อำนาจในการสั่งย้าย จึงย่อมกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างนายกรัฐมนตรี รัฐบาลกับกองทัพ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
และเชื่อได้ว่าพลเอกพนาก็จะไม่โยกย้าย พลโทนรธิป เพราะ 1. ไม่ได้ทำความผิด และ 2. จะกลายเป็นการสร้างบรรทัดฐานในชายแดนใต้ หากย้ายแม่ทัพภาค4 ในครั้งนี้ ต่อไปในอนาคตก็อาจจะมีการปลุกกระแส ให้มีการโยกย้ายแม่ทัพหรือผู้บังคับหน่วยทหารตำรวจ ได้ในอนาคต แม้ว่าสถานภาพของนายอนุทิน จะเป็นนายกรัฐมนตรี ที่มีผู้สนับสนุนที่ไม่ธรรมดา โดยเฉพาะในขั้วสายอนุรักษ์นิยม ที่ฝ่ายทหารฝ่ายผู้นำกองทัพเองก็ต้องยำเกรง
แต่สถานการณ์ก็ไม่ได้นำไปสู่จุดที่จะต้องให้ผบ.ทบ. หรือนายกรัฐมนตรี ย้ายแม่ทัพภาค4 เพราะในที่สุดนายอนุทิน ก็ตัดสินใจ เดินทางสายกลาง ในการรักษาสัมพันธ์ทั้งสองฝ่าย ด้วยการเจรจาให้ พลโท นรธิป ยอมที่จะขอโทษ ต่อคำพูด เพื่อให้ยุติปัญหาที่กำลังถูกปลุกให้ลุกลามบานปลาย
โดยที่ พลโท นรธิป ก็ยินยอมที่จะแถลงขอโทษประชาชน แต่ไม่ใช่การขอโทษที่พูดผิดหรือมีความคิดเช่นที่พูด แต่เป็นการขอโทษต่อการสื่อสาร ของผมที่ทำให้ประชาชนไม่สบายใจ
ทั้งนี้การแก้ปัญหาทางสายกลางด้วยการให้พลโท นรธิป เอ่ยปากขอโทษ นี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ นายอนุทิน พร้อมด้วย “บิ๊กดุล” พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม พูดคุยกับตัวแทนสมาพันธ์ รร ปอเนาะ แล้ว
และที่สำคัญคือก่อนที่นายอนุทินจะเดินทางลงชายแดนใต้เมื่อ 17 เมษายน 2569 ในค่ำวันที่ 16 เมษายน 2569 นายอนุทินได้พบปะรับประทานอาหารกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ พร้อมหน้า และได้มีการพูดคุยนอกรอบในการหาทางออก กรณีของแม่ทัพภาค4 นี้ก่อนแล้ว
นอกจากนั้นนายอนุทิน ยังได้รับข้อมูลเชิงลึก จากฝ่ายทหารและหน่วยความมั่นคง ถึงสถานการณ์ชายแดนใต้ และรวมถึงคดีลอบยิง สส. นราธิวาส พรรคประชาชาติ อันเป็นข้อมูลคนละมุมกับความเชื่อของ ฝ่ายสนับสนุน สส. รายนี้ ที่เชื่อว่าเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะทหาร โดยเชื่อมโยงกับการใช้รถ กอ.รมน. นราธิวาสในการก่อเหตุ แต่ข้อมูลของฝ่ายความมั่นคง กลับมีน้ำหนักโน้มเอียงไปในเรื่องการเมือง
โดยจะเห็นได้ว่าในการลงชายแดนใต้นายอนุทินไม่ได้ตำหนิ พลโท นรธิป แต่ได้แสดงความเข้าใจ โดยยืนยันว่า พลโท นรธิป ว่า “ในใจของท่านไม่มีอะไร บางทีเวลาตอบ ภายใต้ภาวะที่ตึงเครียด ท่านก็มายอมรับว่า พูดไม่ครบถ้วนบ้าง พลาดไปบ้าง อย่างผมพูดติดๆขัดๆต้องระวัง แต่ในใจมีแต่ความรักความห่วงใย ผมก็ถามว่า ท่านพร้อมจะขอโทษพี่น้องประชาชนหรือไม่ ท่านก็ตอบว่าพร้อม ซึ่งท่านก็ได้ขอโทษพี่น้องประชาชนด้วยความเต็มใจ”
ซึ่งท่าทีของ นายอนุทิน แตกต่างจากเมื่อครั้งที่เกิดเหตุระเบิดปั๊มน้ำมัน 11 จุดในจังหวัดชายแดนใต้ ที่เคยตำหนิการทำงานของแม่ทัพภาค4 และฝ่ายความมั่นคง ในด้านงานการข่าว และการให้เหตุผลว่าเป็นการก่อเหตุตามวงรอบวันครบรอบและเทศกาลต่างๆ แต่จากนั้น นายอนุทิน ได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับ พลโทนรธิป มากขึ้น และเข้าใจ มากขึ้น
นายอนุทินจึงได้ การพบกันครึ่งทางในการแก้ไขปัญหา โดยการให้ พลโท นรธิป ขอโทษ แม้จะลดกระแสลงไปได้
แต่สิ่งที่ตามมาคือ เกิดการเสียงแตกในกองทัพ ว่า ควรจะต้องถึงขั้นขอโทษ หรือไม่ เพราะ พลโทนรธิป ไม่ได้ทำความผิด หรือ พูดผิด และต้องไปขอโทษ ต่อ คนที่ไม่ควรต้องขอโทษ และเป็นการสร้างบรรทัดฐาน ว่าต่อไป เมื่อถูกโจมตี ก็ต้อง ออกมาขอโทษ
และหากต้องโยกย้ายแม่ทัพภาค4 ก็จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ว่า ต่อไป หากมีการปลูกกระแสต่อต้าน หรือเรียกร้องให้ย้าย ต่อไปก็ต้องย้าย กระนั้นหรือ นายอนุทินเอง ก็รู้ดีว่า จะต้องใช้วิธีการให้แม่ทัพภาค4 ออกมาขอโทษ เพื่อลดกระแส โดยไม่ต้องถึงขั้นโยกย้าย ให้เกิดกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับรัฐบาล
ในขณะเดียวกันนายอนุทินใน ผอ.รมน. ก็เอ่ยปากขอโทษตอบประชาชนด้วยเช่นกัน ไม่ได้ให้ พลโทนรธิป ขอโทษเพียงคนเดียว แต่อย่างน้อยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ ประชาชนหันมาสนใจปัญหาความไม่สงบในชายแดนภาคใต้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ทำให้ พลโทนรธิป เป็นที่รู้จักมากขึ้นและเป็นที่สนใจมากขึ้น
พร้อมๆกับการ มีกระแสสนับสนุนให้จัดการปัญหาชายแดนใต้ให้เด็ดขาด ที่เป็นโอกาสให้ พลโทนรธิป จะสามารถพิสูจน์ฝีมือในห้วงเวลา 6 เดือนที่เหลืออยู่ ก่อนก่อนที่จะขยับขึ้นไปเป็นพลเอก โยกย้ายปลายปีตุลาคม 2569 และเตรียมเกษียณราชการในปีหน้า
แต่หากผลงานดีก็อาจจะได้เป็นแม่ทัพภาค4 จนเกษียณราชการ ก็เป็นได้ ดีกว่า การขยับขึ้นไปเป็นพลเอก ตำแหน่งลอย เพื่อเตรียมตัวเกษียณราชการ
ถือว่าเป็นโอกาสอันดีของ พลโทนรธิป ในการพิสูจน์ฝีมือ แม้ว่าจะเติบโตจากภาคอีสานก็ตาม และเป็นโอกาสให้กองทัพบก และกอ.รมน. ในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อให้ไฟใต้ดับมอดสงบโดยเร็ว
#อนุทิน #ไฟใต้ #แม่ทัพภาค4 #การเมืองไทย #กองทัพ #ความมั่นคง #วิเคราะห์การเมือง #ข่าวการเมือง #ชายแดนใต้ #siamrathonline







