บทความ บทวิเคราะห์

"ชมพู-สีน้ำเงิน" พรรคพี่ พรรคน้อง ! อนาคต "ชาติไทยพัฒนา" ยังมีเวลาให้คิด ยุบรวมหรือคงอยู่ ?

แชร์ข่าว

ท่าทีจาก “กัญจนา ศิลปอาชา”  หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ล่าสุด อาจสะท้อนได้ถึง “อนาคต” ของ “พรรคชาติไทยพัฒนา”  ทั้งในวันนี้ และวันหน้าได้มากที่สุด  

โดยเฉพาะเมื่อกัญจนา เลือกใช้คำว่า “พรรคพี่พรรคน้อง”  แสดงความสัมพันธ์ในทิศทางที่เป็นบวกต่อกัน ระหว่าง พรรคชาติไทยพัฒนา กับพรรคภูมิใจไทย พรรคสีน้ำเงิน

แม้วันนี้ สถานะของพรรคชาติไทยพัฒนา ยังคงความเป็นพรรคการเมือง แต่ก็เป็น พรรคน้อง  โดยมี ภูมิใจไทยคือ “พรรคพี่” ดังนั้น “ทุกข์” ของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะชาวสุพรรณบุรี ที่เคยสะท้อนผ่าน “วราวุธ ศิลปอาชา” ทายาททางการเมือง ของ “บรรหาร ศิลปะอาชา” ผู้ก่อตั้งและขับเคลื่อนพรรตจนโดดเด่นในสังเวียนการเมือง ไม่ต้องห่วง เพราะ “ปัญหา” จะถูกส่งผ่านไปถึง พรรคสีน้ำเงิน ฝ่ายรัฐบาลแน่นอน

กัญจนา ซึ่งในวันนี้รับบทแม่ทัพนำพรรคชาติไทยพัฒนา รั้งพรรคให้อยู่ต่อในวันที่ น้องชาย คือวราวุธ ได้เปลี่ยนเสื้อจากสีชมพูไปสวมเสื้อน้ำเงิน  สื่อสารไปยังสมาชิกพรรคในที่ประชุมใหญ่วันนี้ มีความชัดเจนและตรงไปตรงมาว่า ไม่ว่าจะวราวุธ และ สส.ของพรรคจะสวมเสื้อสีไหน แต่หัวใจสำคัญยังอยู่ที่การทำงานให้ประชาชน

ส่วนเรื่องของ การตัดสินใจ “ยุบ” พรรคชาติไทยพัฒนาแล้วไป “รวม” กับ พรรคภูมิใจไทย รวมถึงการที่จะส่งหรือไม่ส่ง ผู้สมัคร ลงเลือกตั้งรอบหน้าหรือไม่นั้น ขอให้เป็นเรื่องของวันข้างหน้า

แต่ดูเหมือนว่าประเด็นดังกล่าวได้เคยมีตั้งข้อสังเกตมาก่อนหน้านี้ ก่อนที่วราวุธ จะนำสส.ของพรรคย้ายเข้าสังกัดพรรคสีน้ำเงินก่อนการเลือกตั้ง  8 ก.พ.69 ที่ผ่านมา ว่าการย้ายเข้าพรรคสีน้ำเงินนั้นเป็นแค่ “ภาคแรก” และเป็นส่วนหนึ่งของแผนการ “จัดระเบียบ” ทางการเมือง โดย “เจ้าของพรรคตัวจริง” ซึ่งทุกคนรู้ดีว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯและรมว.มหาดไทย เองก็ไม่ใช่ “คนกำหนดเกม”

ปฏิบัติการดึง “บ้านใหญ่” และสารพัด “มุ้งการเมือง” จากพรรคต่างๆ เข้ามาร่วมกันที่พรรคภูมิใจไทยก่อนเลือกตั้ง คือการบริหารจัดการ “คะแนนเสียง” ในแต่ละจุด แต่ละพื้นที่ โดยที่พรรคภูมิใจไทย ไม่ต้อง “เหน็ดเหนื่อย” เล่นเองในทุกสนาม โดยเฉพาะจุดที่มี “เจ้าของ” อยู่แล้ว

ปรากฏการณ์ดึงบ้านใหญ่ และความเป็นไปของพรรคชาติไทยพัฒนา อยู่ในแผนการเล่น “ก่อนเลือกตั้ง” ทั้งสิ้น

แต่เข้าสู่อำนาจเป็นรัฐบาลแล้ว ภาคต่อจะอยู่ที่การบริหารจัดการทั้งในส่วนของเก้าอี้รัฐมนตรี ไปจนถึงการให้ “รัฐมนตรี” ของพรรคต้อง “ลาออก” จากการเป็น สส.บัญชีรายชื่อ  เพื่อ “ขยับ” คนอื่นให้ขึ้นมาเป็นสส.บัญชีรายชื่อ  ในแถวต่อไป

ดังนั้นจึงไม่มีอะไรต้องแปลกใจหากจะพบว่า ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย ทยอยลาออกกันเป็นแถว ด้วยแผนการเล่นลักษณะเช่นนี้ จึงทำให้ภูมิใจไทย สามารถ แก้ปัญหา เสียงในสภาฯ ไม่ให้ขาดหายไป รวมทั้งยังเป็นการ “เฉลี่ย” เก้าอี้ ให้ผู้ที่มาใหม่ ต่างพรรคได้ “เข้าสภา”

น่าสนใจว่า ในทางการเมืองแล้ว  ทุกคน ล้วนผ่านประสบการณ์กันมาแล้ว ย่อมไม่มีใครประมาท หรือไว้เนื้อเชื่อใจโดยที่ไม่เตรียม “ทางออก” หรือ แผนรองรับเอาไว้ “วันข้างหน้า”  อย่าลืมว่า “ไมตรี” และความสัมพันธ์ ณ วันนี้ ย่อมไม่ได้การันตี “อนาคต” จะทุกอย่างจะราบรื่น

ดังนั้น การคงพรรคชาติไทยพัฒนา มรดกของ “พ่อบรรหาร” เอาไว้ จึงเป็นเรื่อง “วันข้างหน้า” ที่ยังมาไม่ถึง ที่ดีที่สุด !