ต้องถือว่า จบสวย ยุติดรามา ลดกระแสต่อต้าน จี้ย้าย “แม่ทัพภาคที่ 4” ออกจากพื้นที่ภาคใต้ ลงไปได้ในที่สุด !
การเดินทางลงพื้นที่4 จังหวัดชายแดนใต้ ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” สร.1 พร้อมด้วย “สนามไชย 1” คือ “บิ๊กดุลย์” พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งใหม่หมาด ๆ ไปร่วมประชุมกับหน่วยราชการด้านความมั่นคง ที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) อ.เมือง จ.ยะลา
แต่ไฮไลท์ของการลงพื้นที่ ครั้งนี้กลับไปอยู่ที่การภารกิจ “สงบศึก” ระหว่าง “แม่ทัพภาคที่ 4” กับฝ่ายการเมือง และตัวแทนสถาบันการศึกษาตาดีกา ปอเนาะ และโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม โดยตลอดหลายวันที่ผ่านมา บรรยากาศการเคลื่อนไหวกดดันให้ย้าย “พล.ท.นรธิป โพยนอก” แม่ทัพภาคที่ 4 ออกจากพื้นที่
เรื่องราวสืบเนื่องมาจากวันที่พล.ท.นรธิป ร่วมแถลงข่าวความคืบหน้าคดีลอบยิง “กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ” สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ โดยเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้คนขับรถและคนติดตามของสส.กมลศักดิ์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส
ตอนหนึ่งของการตอบคำถามพล.ท.นรธิป ปิดไมค์แล้วตอบคำถามกับสื่อกรณีที่ผู้ต้องหา มีทั้งอดีตทหารเรือ บางรายยังเป็นนายทหารเรือที่ยังรับราชการอยู่ ว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับกองทัพ และได้มีการสั่งลงโทษนายทหารที่เกี่ยวข้อง แต่ที่ทำให้เกิดเป็นประเด็น คือคำพูดในระหว่างปิดไมค์ว่า หากตนเองทำ รับรองว่าไม่รอด
ทั้งประเด็นเรื่องการปิดไมค์ พูดกับสื่อและการพูดถึงหลักสูตรการเรียนการสอนในโรงเรียนปอเนาะ กลายเป็น น้ำมันที่ราดบนกองไฟ ส่งผลทำให้เกิดความเห็นออกเป็นสองฝั่ง ด้านหนึ่งมองว่า แม่ทัพภาคที่ 4 ตอบแบบทหาร ดุดันตรงไปตรงมา แต่ขณะที่ฝั่งไม่เห็นด้วยเพราะเป็นคำพูดจากนายทหารที่สื่อสารออกมาในลักษณะทำให้เกิดความหวาดกลัว
การปะทะกันทางความคิด ผ่านโลกโซเชียลตลอดหลายวันที่ผ่านมา กำลังส่งสัญญาณที่ไม่เป็นบวกมากนัก ขณะเดียวกัน “มือยิง” สส.กมลศักดิ์ คนสุดท้าย คือ “อดีตนาวิกโยธิน” ที่ผ่านหลักสูตรรีคอน คือ “ ร.อ. วิโรจน์ เกตุมณี” ยังคงหลบหนี โดยที่ยังไม่ชัดเจนว่าอยู่ในประเทศหรือออกนอกประเทศไปแล้ว
ล่าสุดในการพบกันระหว่างนายกฯอนุทิน กับ “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” แกนนำพรรคประชาชาติ ที่บ้านศรียะลา โดยมีกมลศักดิ์ เข้ามาให้ข้อมูลสำคัญ พร้อมทั้งขอการคุ้มครองพยาน เนื่องจากมือปืนคนสุดท้ายยังลอยนวล
ในท่ามกลางความอึมครึมในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งมีความเปราะบาง ในอีกรูปแบบหนึ่ง ต่างจากชายแดนไทย-กัมพูชา เพราะนั่นคือปัญหาความสขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา แต่สำหรับปัญหาที่กำลังเกิดความบาดหมาง ครั้งนี้กลายเป็นเรื่องของคนไทยด้วยกันเอง แต่ในเวลาเดียวกัน ยังต้องระมัดระวังการแทรกแซงด้วยสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น
ทางออกของความขัดแย้งที่ทำท่าจะบานปลาย จึงมาจบที่การ “ถอย” โดยทั้งในส่วน นายกฯอนุทิน เองที่ต้องเอ่ยปากขอโทษ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการที่ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ร่วมแถลงข่าวกับ พล.ท.อดุลย์ สนามไชย1 คนใหม่ ที่มาประเดิมงานนี้ โดย พล.ท.นรธิป เอ่ยปาก “ขอโทษประชาชน” ยอมรับว่าการสื่อสารที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนไม่พอใจ
และดูเหมือนว่าด้วยท่าทีจากแม่ทัพภาคที่ 4 ,พล.ท.อดุลย์ รวมทั้ง นายกฯอนุทิน น่าจะบอกได้แล้วว่าเรื่องนี้ควรที่จะ “จบ” ลงได้แล้ว
ขณะที่วรรคทองที่ส่งผ่านมาจาก พล.ท.อดุลย์ ที่ตอบคำถามสื่อเรื่องปิดไมค์พูดของพล.ท.นรธิป ว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ที่ผ่านมาแล้ว ไม่ต้องนำมาพูดถึงกันอีก และเมื่อขอโทษแล้วก็ควรให้อภัยต่อกัน เป็นคนไทยเหมือนกัน
จากนี้ไปเรื่องราวของคดีลอบยิงสส.กมลศักดิ์ คาดว่าจะมีความคืบหน้า โดยเฉพาะการไล่ล่ามือปืนคนสุดท้าย แต่สิ่งที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นว่า นายกฯอนุทิน ต้องเร่งแยกเรื่องคดีอาชญากรรม ออกจากความอ่อนไหว ความเปราะบาง และสยบเสียงกดดันให้ย้ายแม่ทัพภาคที่ 4 พ้นภาคใต้
เรียกว่าทางลงสำหรับเรื่องนี้ อาจจะไม่ถูกใจทุกฝ่าย แม้บางฝ่ายอาจต้องกลืนเลือด และบางฝ่ายอาจไม่สมหวัง ก็ตามที!








