บทความ บทวิเคราะห์

เมื่อเราใช้เอไอทำสงคราม

แชร์ข่าว

คนโลกสวย / ทวี สุรฤทธิกุล

ทุกวันนี้คนนิยมใช้เอไอมากขึ้น แต่ก็มีหลายคนยังกังวลและสงสัยว่า เอไอเป็น “ของจริง” คือรู้จริงและใช้ได้ดีจริง ๆ หรือไม่

ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี และ“พหูสูต” คนสำคัญของประเทศไทยในยุคหนึ่ง นอกจากท่านจะมีความรู้และมีความสามารถอย่างหลากหลายแล้ว ท่านยังเป็นคนที่ “ทันสมัย” จนเรียกว่าล้ำยุคมาโดยตลอด ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านเป็นหนุ่มไทยคนแรก ๆ ที่ “เล่นกล้อง” คือมีความเชี่ยวชาญในการถ่ายภาพด้วยกล้อง รวมถึงกล้องภาพยนตร์ จนถึงขั้นมีโรงหนังส่วนตัว ท่านชื่นชอบในเทคโนโลยีด้านความบันเทิงนี้มาก ใน พ.ศ. 2523 ที่เพิ่งเริมมีวิดีโอแบบเล่นเทป ท่านก็เป็นคนแรก ๆ ที่นั่งเปิดวิดีโอนี้ดูทุกวัน (ผู้เขียนมาทำงานเป็นเลขานุการของท่านแล้วในช่วงนี้ ต้องมีหน้าที่อีกอย่างหนึ่งคือไปเช่าเทปวิดีโอมาให้ท่านได้ดูทุกสัปดาห์ ต่อมาก็ถึงยุคเลเซอร์ดิสก์ ท่านก็ชื่นชมอยู่พักหนึ่ง แต่ความที่ทั้งอุปกรณ์และแผ่นดิสก์มีราคาสูง จึงไม่ยั่งยืน)

ผู้เขียนมารู้จัก “คอมพิวเตอร์” ก็ที่บ้านท่านอาจารย์คึกฤทธิ์นี่เอง อย่างที่ทราบกันในยุคนั้นว่าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เป็นคอลัมนิสต์ชื่อดัง ปกติท่านจะเขียนบทความต่าง ๆ ด้วยมือ โดยจะนั่งเขียนที่ใต้ถุนบ้านหลังอาหารเช้าทุกวัน พอสาย ๆ ก็เสร็จ แล้วก็ให้เลขานุการคือตัวผู้เขียนนี้ “ส่งแฟกซ์” ไปที่โรงพิมพ์สยามรัฐ เพื่อพิมพ์ออกจำหน่ายในตอนบ่าย (ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์นี้ก็น่าจะเป็นคนไทยคนแรก ๆ ที่ใช้ระบบ “WFH – Work From Home”) เครื่องแฟกซ์นี่เองที่เป็นต้นแบบของการสื่อสารยุคคอมพิวเตอร์ เพราะต่อมาไม่นานก็พัฒนาเป็นระบบเครือข่ายไร้สายที่เรียกว่า “อินเตอร์เน็ต” ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์จึงต้องไปซื้อคอมพิวเตอร์มาใช้ใน พ.ศ. 2528 โดยให้ผู้เขียนไปเรียนพิมพ์ดีดมาใช้เครื่องนี้ ที่เป็นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะขนาดพอพอสมควร คือตั้งทั้งชุดแล้วก็เต็มโต๊ะ และมีจอภาพขาวดำขนาดแค่ 14 นิ้ว ยี่ห้อ NEC ราคาชุดละเกือบแสนบาท ที่ทำได้แค่ 3 โปรแกรม คือ Word Exell และ Spreadsheet พร้อมกับระบบการส่งเอกสารที่พิมพ์เสร็จได้ทันที ผ่าน “อินเตอร์เน็ต” ซึ่งบทความขนาด 1,500 คำที่ท่านให้พิมพ์ในแต่ละวันนั้น ต้องใช้เวลาส่งหลายนาที (ต่างจากสมัยนี้ที่หนังสือขนาด 500 หน้า ใช้เวลาส่งไม่กี่วินาที) จากนั้นเมื่อท่านต้องไปนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล (แบบที่เรียกในสมัยนี้ว่า “ผู้ป่วยติดเตียง”) จนกระทั่งท่านถึงแก่อสัญกรรมใน พ.ศ. 2538 ในช่วงที่ท่านยังรู้สึกตัวดี ท่านก็ยังใช้ “เทปบันทึกเสียง” ขนาดเล็ก อัดเสียงให้คนจากโรงพิมพ์มารับไปพิมพ์เป็นบทความต่อไป จึงอาจจะเรียกได้ว่าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เป็น “ผู้เสพเทคโนโลยี” จนถึงลมหายใจสุดท้าย!

ใน พ.ศ. 2538 นี่เอง ผู้เขียนได้เป็นรองประธานกรรมการ(หรือรองคณบดี)ที่สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พอมีเงินประจำตำแหน่งเหลือใช้จากเงินเดือนประจำ จึงเริ่มฟุ่มเฟือยเอาเงินที่ได้เพิ่มมานี้ไปซื้อโน้ตบุ๊คมาใช้เครื่องหนึ่ง ยี่ห้อ Texas Instrument (ปัจจุบันไม่มีผลิตแล้ว) ราคาเกือบสี่หมื่นบาท (ดีที่มีระบบผ่อนได้ 2 ปี) จอภาพยังเป็นสีขาวดำ และมีขนาดสักหนังสือตำราเล่มหนา ๆ เล่มหนึ่ง มีน้ำหนักราว 4 กิโลกรัม เวลาใส่กระเป๋าโน้ตบุคที่ก็มีขนาดใหญ่พอสมควรนั้น เดินไปไหนไปมาไหนก็ลำบากอย่างยิ่ง เหมือนคนเดินแบกถุงข้าวสารไว้บนหลัง จากนั้นมา 4-5 ปี มหาวิทยาลัยก็ซื้อคอมพิวเตอร์ให้กับผู้บริหาร(แต่ส่วนใหญ่ก็ใช้ลูกน้องทำงานให้) ต่อมาพวกอาจารย์ก็เรียกร้องเอาบ้าง ทุกคนจึงมีคอมพิวเตอร์ส่วนตัวใช้กัน จนถึง 2550 จึงเปลี่ยนมาเป็นโน้ตบุ๊คสมัยใหม่ จอภาพสีสวย น้ำหนักเบา มีโปรแกรมต่าง ๆ มากมาย ชีวิตจึงมีความสุขสบายขึ้นมาก รวมถึงความรู้สึกที่เรียกว่า “โก้หรู” นั้นด้วย

เมื่อพูดถึงความโก้หรู ความโก้หรูที่มากกว่าโน้ตบุ๊คก็คือ “โทรศัพท์มือถือ” ที่มีใช้กันมามาตั้งแต่หลัง พ.ศ. 2530 แต่ยุคแรก ๆ มีราคาหลายแสน แถมยังมีขนาดใหญ่เหมือนกระเป๋าเอกสาร ต้องคนระดับ “เจ้าพ่อ” จึงจะมีได้ แล้วให้ลูกน้องถือหิ้วเดินตามเพื่ออวดชาวบ้าน ต่อมาก็ลดขนาดลงขนาด แต่ก็เป็นแท่งทรงตัน ๆ มีโครงตรงกลางเว้านิด ๆ บางคนเรียกว่า “กระดูก(ที่)หมา(แทะ)” เพราะเวลาที่ถือขึ้นมาใช้ ความที่น้ำหนักเกือบ 2 กิโลกรัม ก็ต้องเอาวางรองบ่าไว้ แล้วเอียงหัวลงไปแนบพูดและฟัง มองเผิน ๆ ก็เหมือนเจ้าสุนัขที่กำลังเอียงคอไปแทะกระดูกนั้น ปัจจุบันนี้โทรศัพท์มือถือขนาดเล็กและเบามาก บ้างก็มีทำเป็นแหวนและนาฬิกา ที่ตอนนี้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ทุกอย่างนั้น “ไร้สาย” จนเป็นปกติ แต่ต่อไปอาจจะมีถึงขั้น “ไร้เครื่อง” คือสามารถเรียกใช้ผ่านระบบ “กลางอากาศ” คือจากคลื่น ๆ อากาศรอบ ๆ ตัวเราได้ทุกที่ทุกเวลา

เล่าเรื่องพัฒนาการของคอมพิวเตอร์มาอย่างยืดยาว ก็เพื่อจะบอกว่ามนุษย์นี้ยังไม่หมดความพยายามที่จะ “อวดเก่ง” คือแสดงความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีในด้านคอมพิวเตอร์นี้มาอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงยุคนี้(และน่าจะเป็นแนวโน้มของยุคต่อไป)ที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์นี้ทำงานแทนมนุษย์ ที่แต่ก่อนก็ทำได้แค่ “ตามมนุษย์สั่ง” ซึ่งในอนาคตนั้นเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นแหละจะกลายเป็น “สั่งให้มนุษย์ทำตาม”

ผู้เขียนก็เป็นคนหนึ่งที่สนใจและติดตามสงครามในช่องแคบฮอร์มุซมาอย่างใกล้ชิด โดยส่วนตัวแล้วก็พอจะรู้ว่าสงครามสมัยนี้เป็นเรื่อง “น่าเบื่อหน่าย” เพราะรบกันไม่รู้จะจบสิ้นเมื่อไหร่ และรำคาญจากข่าวสารที่ออกมาจากสื่อต่าง ๆ ที่ดูเหมือนว่าคงจะเบื่อหน่ายและรำคาญมาก ๆ เช่นกัน เพราะเอาแต่เสนอข่าวให้สงครามนี้มีความรุนแรงมาก ๆ และคาดว่าคนนั้นคนนี้จะ “เอาจริง” ในการทำสงครามให้สิ้นสุด แต่พอเอาเข้าจริงก็ยืดเยื้อไม่รู้จบ และเต็มไปด้วยการสร้างสีสันเอาสนุกและ “เอามัน” ในทุก ๆ สื่อนั้น

ผู้เขียนเลยนึกถึง “AI -Artificial Intelligence” และลองป้อนคำถามถึงเรื่องสงครามอิหร่านกับสหรัฐและอิสราเอล (อ้อ ลืมบอกไปครับว่า AI นี้เป็นชื่อที่ทางการต่าง ๆ ใช้เรียกเจ้าเครื่องคอมพิวเตอร์จนมาถึงหุ่นยนตร์และระบบประมวลข้อมูลต่าง ๆ ที่ทางการของไทยใช้คำว่า “ปัญญาประดิษฐ์” Intelligence = ปัญญา  Artificial = ประดิษฐ์คือสิ่งที่มนุษย์ทำขึ้น) โดยใช้แอพพลิเคชั่นที่ชื่อ ChatGTP ที่มีผู้ใช้กันน่าจะมากที่สุดในการสอบถามปัญหาและความรู้ในเรื่องต่าง ๆ ซึ่งก็เป็นที่น่าพอใจ เพราะให้ความรู้ในเรื่องสงครามครั้งนี้แบบ “เป็นกลาง” คือไม่ได้เชียร์ใครเป็นพิเศษ ที่พอถามถึงประวัติศาสตร์ก็ไม่ได้บิดเบือนและบรรยายได้ลึกซึ้ง (ผู้เขียนใช้ตำราที่เป็นหนังสือมาดูเทียบก็โอเคมาก ๆ) แต่ที่ทำให้ “แปลกใจ” ก็คือข้อวิเคราะห์ถึงอนาคตของสงครามครั้งนี้ ก็คือการมองใน “แง่ดี” แบบชื่อของคอลัมน์นี้ที่เป็น “คนโลกสวย” จึงขอนำเสนอเฉพาะแต่ในส่วนนี้

เจ้า ChatGPT บอกว่า สงครามครั้งนี้คงไม่มีใครแพ้ชนะกันอย่างเด็ดขาด คืออาจจะสงบหรือเลิกรบกันไปเอง แต่ที่น่าสนใจก็คือจะไม่เกิดสงครามใหญ่แบบ Total War เช่นเป็นสงครามโลกนั้น แต่จะเป็นสงครามแทรกซึม (Infiltration Warfare) ที่เน้นเทคโนโลยีข่าวกรองและการสื่อสาร ซึ่งผู้เขียนได้ถามแย้งไปว่าแล้วทีที่สหรัฐรบกับอิรัก ทำไมจึงปราบอิรักได้อย่างราบคาบ เจ้า ChatGPT ก็บอกว่าไม่ราบคาบดอก ปัจจุบันนี้อิรักก็ฟื้นคืนตัวมาได้ แต่อิหร่านนั้นแข็งกร่งกว่าอิรัก เพราะอิหร่านมีโครงสร้างสังคมการเมืองแบบ “จงรักภักดีต่อผู้นำ” และมีองค์กรที่เรียกว่า Islamic Revolutionary Guard Corps – IRGC ที่ควบคุมทุกองค์กรในประเทศ ทำให้อิหร่านมีความเข้มแข็งในการทำสงครามและยากที่ชาติใดแม้แต่สหรัฐอเมริกาจะเอาชนะได้

เกี่ยวกับ IRGC นี้เป็นความรู้ใหม่ ที่ผู้เขียนยังไม่เห็นสื่อใด ๆ นำเสนอ ซึ่งจะได้ค้นคว้าจากเจ้าเอไอนี้ต่อไป เพื่อมาช่วยกันคิดและติดตามว่าจะเป็นจริงอย่างที่เจ้าเอไอนี้นำเสนอหรือไม่ อย่างไรก็ตามก็นับว่าเป็นข่าวดีที่สงครามจะไม่รุนแรง ส่วนที่น้ำมันแพงก็เป็นเรื่องชั่วคราว ที่เจ้าเอไอก็บอกข่าวดีว่าก็จะทำให้มีการไปซื้อขายในแหล่งน้ำมันใหม่ ๆ ที่ยังมีการค้นพบกันอยู่เรื่อย ๆ หรือบางแห่งก็ค้นพบไว้แล้วแต่ยังไม่ขุดขึ้นมาขาย รวมถึงที่จะมีการใช้ “พลังงานใหม่” กันมากขึ้น ที่อ่านดูแล้วก็ “สุขสบายใจ” มากขึ้น

สุขสันต์วันปีใหม่ไทย ขอให้โลกนี้ยังน่าอยู่ แม้จะยังมีสงคราม แต่ก็ไม่มีการ “ล้างโลก” และอยู่กันได้ “สบาย ๆ” ต่อไป

#AIสงคราม #ปัญญาประดิษฐ์ #ภูมิรัฐศาสตร์ #ฮอร์มุซ #อิหร่าน #วิเคราะห์การเมือง #สงครามยุคใหม่ #เทคโนโลยี #ข่าวต่างประเทศ #siamrathonline

ภาพประกอบสร้างโดยAI

ข่าวแนะนำ