ในช่วงนี้มีการพูดถึงการฟ้องปิดปากกันบ่อยครั้ง เพราะมีความพยายามผลักดันให้เกิดกฎหมาย Anti SLAPP ขึ้น หลังนักเคลื่อนไหวถูกดำเนินคดีหลายกรณี ทำให้คำว่า "SLAPP" (Strategic Lawsuit Against Public Participation) หรือ การฟ้องปิดปาก กลายเป็นคำที่ถูกนำมาใช้โจมตีฝ่ายโจทก์แทบทุกครั้งที่มีการฟ้องร้องหมิ่นประมาทเกิดขึ้น จนผู้คนเริ่มสับสนและพาลเหมารวมไปว่า "ใครฟ้องชาวบ้านหรือนักเคลื่อนไหว คนนั้นคือผู้ร้ายที่จงใจปิดหูปิดตาประชาชน" ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง
เพราะในความเป็นจริงแล้ว หากการวิพากษ์วิจารณ์นั้นไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง แต่เป็นการใช้ "ข้อมูลเท็จ" หรือ "ภาพบิดเบือน" เพื่อทำลายชื่อเสียงผู้อื่นอย่างรุนแรง การฟ้องร้องเพื่อแสวงหาความจริงจึงไม่ใช่การรังแก แต่คือการใช้สิทธิอันชอบธรรมที่กฎหมายรับรองไว้สำหรับทุกคนในการปกป้องตนเอง
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ต้องย้อนไปดูกรณีศึกษาที่ศาลไทยเคยมีคำพิพากษาเป็นบรรทัดฐานไว้ เช่น คดีคลาสสิกของบริษัทเหมืองแร่แห่งหนึ่งในจังหวัดทางภาคอีสาน ที่ฟ้องร้องกลุ่มนักเคลื่อนไหวและชาวบ้านในข้อหาหมิ่นประมาทในคดีนั้น ฝ่ายจำเลยพยายามต่อสู้ว่านี่คือการ "ฟ้องปิดปาก" เพื่อขัดขวางการตรวจสอบเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เมื่อเรื่องเข้าสู่กระบวนการศาล ข้อเท็จจริงกลับปรากฏว่า ข้อมูลที่จำเลยนำมาโพสต์หรือนำเสนอต่อสาธารณะนั้น "ไม่ใช่ความจริงทั้งหมด" มีการใช้ถ้อยคำที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ และมีการกล่าวหาโดยปราศจากพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มายืนยัน
สุดท้าย ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้โจทก์ (บริษัท) เป็นฝ่ายชนะคดี โดยให้เหตุผลสำคัญว่า แม้ประชาชนจะมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและตรวจสอบภาคเอกชน แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของ "ข้อเท็จจริง" และ "ความสุจริต" การนำข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงมาเผยแพร่จนทำให้บริษัทได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง ย่อมเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์เช่นกัน คดีนี้จึงไม่ใช่การฟ้องปิดปาก แต่เป็นการใช้สิทธิทางศาลเพื่อกู้คืนเกียรติยศที่ถูกทำลายไป
หรือ คดีนักการเมืองท้องถิ่นฟ้องสื่อปมคอร์รัปชัน ในข่าวมีการกล่าวหาโดยใช้วลีรุนแรง ไร้เอกสาร ศาลชั้นต้นสั่งจำเลยแพ้ แม้อีกฝ่ายจะต่อสู้ว่าเป็นการฟ้องปิดปาก แต่ศาลยืนยันว่าต้องอยู่บนข้อเท็จจริงและความสุจริต หรืออีกคดีหนึ่งคือ คดีนักธุรกิจฟ้องบล็อกเกอร์ปมรีวิวสินค้า เนื่องจากมีการโพสต์ใส่ร้ายคุณภาพสินค้าด้วยข้อมูลเท็จ ทำให้ศาลตัดสินว่าหมิ่นจริง และไม่ใช่เสรีภาพแสดงความเห็น จึงสั่งชดใช้ แม้จะถูกกล่าวหาว่าเป็นการฟ้องปิดปากก็ตาม
โดยอาจจะสรุปถึงข้อสังเกตง่ายๆว่าคดีไหนคือ "ปกป้องชื่อเสียง" ไม่ใช่ SLAPP ได้ดังนี้
1.สู้ด้วยความจริง: โจทก์พร้อมเปิดพื้นที่ให้จำเลยนำหลักฐานมากางในศาลอย่างโปร่งใส
2.ไม่สร้างภาระเกินควร: สถานที่ฟ้องและกระบวนการเป็นไปตามปกติ ไม่เจตนาแกล้งให้จำเลยลำบาก
3.มีมูลเหตุแห่งความจริง: หากอัยการสั่งฟ้อง แสดงว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะเชื่อได้ว่ามีการทำผิดจริง
กรณีฟ้องหมิ่นประมาทเรื่องการใช้ภาพเท็จ-ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับปลาหมอคางดำเป็นอีกคดีหนึ่งที่เป็นที่สนใจ และนับเป็นกรณีศึกษาที่ไม่เข้าข่ายการฟ้องปิดปากจากองค์ประกอบหลายข้อ อาทิ
· มีพนักงานอัยการเป็นผู้กลั่นกรอง : ข้อเท็จจริงสำคัญคือคดีนี้ พนักงานอัยการเป็นผู้พิจารณาพยานหลักฐานแล้วเห็นว่า "คดีมีมูลความผิด" จึงมีคำสั่งฟ้อง เป็นการสั่งฟ้องโดยเจ้าพนักงาน ไม่ใช่การที่บริษัทใช้อำนาจเงินฟ้องเองตามอำเภอใจ แต่ผ่านการตรวจสอบจากกลไกของรัฐแล้ว
· สถานที่ดำเนินคดี : โจทก์เลือกแจ้งความในเขตพื้นที่สำนักงานของจำเลย ไม่ได้เลือกที่ห่างไกลเพื่อสร้างภาระให้จำเลยอย่างที่คดี SLAPP ทั่วไปนิยมทำ
· มูลค่าความเสียหายที่สะท้อนเจตนา : การเรียกค่าเสียหาย 200 ล้านบาท เมื่อเทียบกับมูลค่าบริษัทกว่า 6 แสนล้านบาท ถือว่าน้อยมาก สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าบริษัทต้องการ "กู้ชื่อเสียง" มากกว่ามุ่งเอาชนะทางการเงินหรือข่มขู่ให้ใครเงียบปาก
สิทธิมนุษยชนไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของทุกคน ทั้งคนตัวเล็กและคนตัวใหญ่ รวมถึงองค์กรขนาดใหญ่ ที่มีพนักงาน มีผู้ถือหุ้น และมีคู่ค้าที่ได้รับผลกระทบจากความเชื่อมั่น หากปล่อยให้ข้อมูลเท็จไหลเวียนไปโดยไม่มีการคัดค้าน ความเสียหายทางเศรษฐกิจย่อมจะเกิดขึ้นอย่างมหาศาล การฟ้องหมิ่นประมาทในสถานการณ์ที่ข้อมูลถูกบิดเบือน จึงเป็นทางออกที่ชอบธรรมที่สุดเพื่อให้ความจริงปรากฏและเป็นบทเรียนให้สังคมรู้ว่า "เสรีภาพในการพูด" ต้องมาพร้อมกับ "ความรับผิดชอบในสิ่งที่พูด" เสมอ








