ผู้การวิศรุฒน์
แม้ก่อนหน้านี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะเคยพูดทั้งในการหาเสียงเลือกตั้งและให้สัมภาษณ์ไว้ว่า จะคุมความมั่นคงเอง รวมทั้งคุมกระทรวงกลาโหม ซึ่งหมายถึงกองทัพเอง โดยไม่จำเป็นต้องควบ รมว.กลาโหม เอง ก็ตาม
แต่หลังนายอนุทิน ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้ลงนามในคำสั่งนายกรัฐมนตรี เรื่อง การบริหารราชการตามกลุ่มภารกิจ โดยมีผลตั้งแต่ 8 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
โดยในกลุ่มงานที่ 6 "กลุ่มภารกิจความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ" โดยให้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การต่างประเทศ เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบ ด้านการรักษาความมั่นคง และอธิปไตยของชาติ และเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีกับต่างประเทศ การยกเลิกบันทึกความเข้าใจที่ไม่มีความคืบหน้าในการดำเนินการ
นั่นหมายถึงการมอบหมายให้นายสีหศักดิ์ เป็นรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง จึงทำให้ในการจัดหมวดหมู่นโยบายของรัฐบาล จึงนำเรื่องการต่างประเทศมารวมกับเรื่องความมั่นคง ซึ่งปรากฏในเอกสารนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา เมื่อ 9-10 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา
ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นการจัดหมวดหมู่ในรูปแบบใหม่ที่ไม่ได้แยกงานความมั่นคงต่างหาก แต่กลับนำมารวมกับมิติด้านการต่างประเทศ อาจด้วยเพราะ 1. นายอนุทินตั้งใจที่จะไม่คุมความมั่นคงเองอยู่แล้ว โดยต้องการมีรองนายกฯ มาทำหน้าที่กลั่นกรองดูแลรับผิดชอบโดยตรงให้ และเมื่อดูจากรองนายกรัฐมนตรีที่มีอยู่ ในโควตาของพรรคภูมิใจไทย คงมีเพียงนายสีหศักดิ์เท่านั้น ที่พอจะมีความเหมาะสม
ด้วยเหตุนี้ ในการจัดทำนโยบายรัฐบาล จึงนำเรื่องการต่างประเทศและความมั่นคงมารวมอยู่ในหมวดหมู่เดียวกัน โดยอาศัยสถานการณ์ด้านความมั่นคงในปัจจุบัน ทั้งการสู้รบกับกัมพูชา จากข้อพิพาทเรื่องดินแดน และปัญหาชายแดนภาคใต้ ที่ต้องร่วมมือกับมาเลเซีย จึงกลายเป็นเหตุผลที่มอบหมายให้นายสีหศักดิ์ เป็นรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง
แม้ว่าในทางปฏิบัตินายอนุทิน ในฐานะนายกรัฐมนตรี จะคุมทุกเรื่องด้วยตนเองก็ตาม แต่การมอบหมายให้นายสีหศักดิ์ คุมความมั่นคง โดยเฉพาะระบุเรื่องการรักษาความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ ย่อมหมายรวมถึงการคุมในสายงานกลาโหม และฝ่ายทหารรวมอยู่ด้วย อีกทั้งก่อนหน้า นายกรัฐมนตรีได้แบ่งงานให้นายสีหศักดิ์ คุมข่าวกรองฯ และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ด้วย
ดังนั้น ในเรื่องเอกสารเรื่องเสนอขออนุมัติต่างๆ ก็จะต้องเข้าสู่รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ที่สามารถอนุมัติได้ และในบางกรณีก็ต้องรายงานนายกรัฐมนตรี หรืออาจจะต้องได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีก่อน
ที่สำคัญนายสีหศักดิ์ เป็นรองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศที่ไม่มีรัฐมนตรีช่วยว่าการ จึงถือว่าเป็นงานหนัก แม้ว่านายสีหศักดิ์ จะไม่เคยทำงานด้านความมั่นคงมาก่อนก็ตาม เพราะเติบโตมาในสายงานของกระทรวงการต่างประเทศ
แต่อาจเป็นเพราะว่าในห้วงรัฐบาลอนุทิน 1 ในห้วงการสู้รบกับกัมพูชา นายสีหศักดิ์ ได้ทำงานประสานใกล้ชิดกับฝ่ายทหารในเรื่องข้อมูลข่าวสารเพื่อใช้ในการชี้แจงตอบโต้ในเวทีโลก จึงทำให้นายสีหศักดิ์ มีประสบการณ์ในการทำงานกับสายงานความมั่นคงและฝ่ายทหาร อีกทั้งโดยภาพลักษณ์และวัยวุฒิคุณวุฒิของนายสีหศักดิ์ ที่มีความอาวุโส ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการประสานสั่งการกับฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายทหาร
อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า ในสายงานต่างๆ ของรัฐมนตรีคนนอกของพรรคภูมิใจไทย ที่ไม่มีการแต่งตั้งรัฐมนตรีช่วยว่าการ ทางพรรคภูมิใจไทยจะตั้งทีมงานขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อช่วยเหลือประสานงาน ท่ามกลางกระแสข่าวว่าเป็นทีมจากสายตรงบุรีรัมย์มาช่วย
ขณะที่สายงานความมั่นคงและการทหารก็มี "บิ๊กดุลย์" พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ ซึ่งเป็นสายตรงบุรีรัมย์ เป็น รมว.กลาโหม อยู่แล้ว อาจกล่าวได้ว่า นายสีหศักดิ์ และ โทอดุลย์ จะได้ทำงานประสานสอดคล้องใกล้ชิดกันมากขึ้น ในสายงานด้านความมั่นคง
แต่อย่างไรก็ตาม ต้องรอดูในรายละเอียดว่านายอนุทิน จะมีการมอบหมายงานหรือแบ่งงานในรายละเอียดในกลุ่มงานความมั่นคงให้นายสีหศักดิ์ทั้งหมดเลยหรือไม่
แม้ว่ารัฐบาลพรรคภูมิใจไทย จะได้รับเลือกตั้งมาเป็นรัฐบาลแบบถล่มทลาย ได้ สส. ถึง 191 คน ด้วยเพราะเรื่องความมั่นคงเรื่องสถานการณ์การสู้รบกับกัมพูชาเป็นสำคัญ ดังนั้นในสายงานนี้ย่อมเป็นที่คาดหวังของประชาชน ว่ารัฐบาลของนายอนุทิน จะจัดการปัญหากัมพูชาให้เด็ดขาด
เพราะในสถานการณ์ปัจจุบันหลังการสู้รบรอบ 2 และในห้วงของการหยุดยิงนี้ ฝ่ายกัมพูชาทั้งในระดับนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีต่างประเทศ ยังคงเดินสายในการฟ้องประเทศต่างๆ กล่าวหาว่าไทยรุกรานยึดครองดินแดนกัมพูชา ส่วนทหารกัมพูชาในพื้นที่ชายแดน ก็มีการเสริมกำลังพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ และการยั่วยุ เสมือนเป็นการส่งสัญญาณความพร้อมรบ ไม่ได้ต้องการจะสร้างสันติสุขหรือสันติภาพ
ดังนั้นความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลนายอนุทินคือ ต้องจัดการกัมพูชาให้เด็ดขาด เพื่อไม่ให้มาสร้างปัญหาให้กับประเทศไทยอีกในอนาคต ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงยกเลิก MoU 2544 เท่านั้น
แต่ยังหมายรวมถึงการทำให้กัมพูชาสิ้นสภาพด้านการทหารและเป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทยอีก รวมถึงยังต้องรักษาดินแดนไทยและพื้นที่ที่ทหารไทยยึดคืนกลับมาได้รวมเกือบ 20,000 ไร่ ทั้งในพื้นที่กองทัพภาค 1 จ.สระแก้ว พื้นที่กองทัพภาค 2 อีสานใต้ และพื้นที่จังหวัดตราด ในพื้นที่ความรับผิดชอบของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด กองทัพเรือ
อย่างไรก็ตาม มีการตั้งข้อสังเกตว่า การที่นายอนุทิน มอบหมายให้นายสีหศักดิ์ เป็นรองนายกฯ คุมความมั่นคง น่าจะเป็นการส่งสัญญาณถึงทิศทางในการใช้การเจรจาใช้มิติทางการทูตในการแก้ไขปัญหากับกัมพูชา มากกว่าที่จะใช้การสู้รบ
ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของฝ่ายความมั่นคง ที่สมเด็จฮุนเซน อดีตผู้นำกัมพูชาที่ยังคงมีบารมีและอำนาจ ได้สื่อข้อความผ่านทางคนใกล้ชิดมาถึงฝ่ายทหารไทย อ้างว่ากัมพูชาไม่ต้องการสู้รบกับไทยอีกแล้ว แต่ต้องการเจรจา เพื่อมีการฟื้นฟูความสัมพันธ์
โดยมีรายงานว่า สมเด็จฮุนเซน ยอมรับในการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่เปิดการสู้รบกับฝ่ายไทยในสองครั้งที่ผ่านมา และอ้างว่าทำให้เกิดความเดือดร้อนและเสียหายต่อประเทศกัมพูชาอย่างมาก โดยเฉพาะผลจากการปิดด่านชายแดนทางบก
พร้อมทั้งขอให้ไทยคืนดินแดนที่ยึดครองไปให้กับกัมพูชา เนื่องจากรัฐบาลกัมพูชาถูกประชาชนชาวกัมพูชาตำหนิที่ปล่อยให้ทหารไทยยึดครองดินแดนกัมพูชา อันอาจส่งผลต่อการเลือกตั้งในปี 2570 ของกัมพูชา
แต่อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยได้ยืนยันไปแล้วว่า ไม่สามารถคืนดินแดนให้กัมพูชาได้ เพราะเป็นดินแดนประเทศไทยที่กัมพูชาเคยยึดครองไปมายาวนาน ประเทศไทยไม่ได้รุกรานหรือยึดครองดินแดนกัมพูชา แต่เป็นการนำแผ่นดินไทยกลับคืนมาสู่คนไทย
ส่วนดินแดนบางส่วนที่ทหารไทยยึดเพิ่มเติมให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยหรือพื้นที่ระวังป้องกันความปลอดภัยของทหารไทย ซึ่งบางส่วนเป็นพื้นที่กัมพูชานั้น สามารถเจรจากันในการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมเขตแดน หรือ JBC: Joint Boundary Commission ส่วนการรื้อฟื้นความสัมพันธ์อาจเริ่มต้นจากการส่งอุปทูตกลับมาปฏิบัติหน้าที่ และเริ่มฟื้นฟูความสัมพันธ์แบบค่อยเป็นค่อยไป
จึงไม่แปลกที่ฝ่ายกัมพูชาเร่งรัดการประชุม JBC มาทันทีที่รัฐบาลของนายอนุทิน เริ่มปฏิบัติหน้าที่ โดยขอนัดประชุม 17-25 เมษายน 2569 นี้เลย เรียกได้ว่าหมดช่วงเทศกาลสงกรานต์ปุ๊บก็นัดประชุมปั๊บ
แต่นายสีหศักดิ์ ชี้แจงว่าฝ่ายไทยยังไม่พร้อม เนื่องจากต้องมีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม และโดยเฉพาะการหาผู้ที่มีความเหมาะสมมาทำหน้าที่เป็นประธาน JBC ด้วย
แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยความรู้สึกของประชาชนคนไทยที่มีต่อผู้นำกัมพูชา ยังคงอยู่ในระดับความเกลียดชัง และไม่ต้องการคืนดีหรือฟื้นความสัมพันธ์ แต่ต้องการให้สร้างรั้วชายแดนแยกต่างคนต่างอยู่ จึงทำให้รัฐบาลของนายอนุทิน ต้องเดินเกมเรื่องนี้อย่างระมัดระวังเรื่องคะแนนความนิยม โดยเฉพาะเรื่องการเปิดด่าน และเรื่องการฟื้นฟูความสัมพันธ์
แต่ด้วยเหตุผลที่ในปี 2571 ที่ประเทศไทยจะต้องรับตำแหน่งประธานอาเซียน ต่อจากสิงคโปร์ อาจกลายเป็นสถานการณ์ที่บังคับให้ประเทศไทยโดยรัฐบาลไทย จำเป็นต้องฟื้นความสัมพันธ์กับกัมพูชา ในฐานะที่เป็นสมาชิกอาเซียน
เพราะหากประเทศไทยรับตำแหน่งประธานอาเซียนแต่ยังคงมีการสู้รบหรือมีปัญหากัมพูชา ก็อาจจะถูกมองว่าไม่เหมาะสม เพราะการสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชาในห้วงปีที่ผ่านมาถึงสองครั้ง ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของอาเซียน ที่ไม่สามารถรวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ปัญหาการอ้างสิทธิ์ในทะเลจีนใต้ ของสมาชิกอาเซียนบางประเทศก็ส่งผลต่อความเป็นเอกภาพของประชาคมอาเซียนไม่น้อย
โดยในอายุรัฐบาล 4 ปีของนายอนุทิน จึงมีแค่สองทางเลือก ระหว่าง ใช้สันติวิธี งานการทูตและฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกัมพูชาแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่นเริ่มจากการให้อุปทูตกลับเข้ามาประจำ แต่เสี่ยงต่อการได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนลดลง อีกทั้งประชาชนคนไทยก็ยังหวาดระแวงฝ่ายกัมพูชาอยู่ไม่น้อย
หรือทางเลือกที่ 2 คือการสู้รบครั้งสุดท้ายให้แตกหักเพื่อทำให้กัมพูชาสิ้นสภาพการเป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทย ไม่ใช่การรบ 3 แล้วหยุดยิง เพื่อไปรบกันในรอบที่ 4 และรอบที่ 5 ต่อไปอีก โดยจะต้องจัดการให้จบแบบเด็ดขาด ก่อนที่ประเทศไทยจะรับตำแหน่งประธานอาเซียน ในอีกเกือบสองปีข้างหน้า
แน่นอนว่าทางเลือกที่ 2 จะถูกใจประชาชนคนไทยมากกว่าทางเลือกที่ 1 ในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ และยังเสี่ยงต่อการที่รัฐบาลนายอนุทินจะถูกโจมตี
เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะการที่นายอนุทิน และพรรคภูมิใจไทยได้รับเลือกตั้งเข้ามา ได้ สส. จำนวนมาก เป็นเพราะเรื่องการสู้รบกับกัมพูชา แต่หากรัฐบาลนายอนุทินเดินเกมผิดพลาด คะแนนเสียงทั้งหมดก็อาจจะหายไปในพริบตา ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป อาจจะไม่สามารถกลับมาเป็นพรรคอันดับหนึ่งได้อีก
แต่หากดูจากจังหวะเวลาแล้ว กว่าที่ไทยจะมีการเลือกตั้งครั้งต่อไปในปี 2572 ในเวลานั้นประเทศไทยก็พ้นจากตำแหน่งประธานอาเซียนแล้ว อาจจะต้องมีการสู้รบ เพื่อใช้คะแนนนิยม หวังผลในการเลือกตั้งครั้งต่อไปหรือไม่ เพราะในที่สุดจะไม่แตกต่างจากฝ่ายกัมพูชา ที่สมเด็จฮุนเซน และพลเอกฮุนมาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ต้องอาศัยการสร้างกระแสชาตินิยม เพื่อชนะการเลือกตั้ง
ดังนั้นแม้ว่าจะมีการส่งสัญญาณขอเจรจามาจากฝ่ายกัมพูชา ในห้วงนี้ก็ตาม แต่ฝ่ายไทยก็ยังไม่ไว้ใจ เพราะถึงอย่างไรในห้วงใกล้การเลือกตั้งในกลางปี 2570 กัมพูชาอาจต้องเปิดการสู้รบกับฝ่ายไทย เพื่อสร้างกระแสชาตินิยม หวังผลต่อการเลือกตั้งอีกครั้ง
เพราะกัมพูชาเองก็รู้ว่าการใช้การทูตและการเจรจาผ่านกลไก JBC ประเทศไทยจะไม่สามารถคืนดินแดนให้กับกัมพูชาได้ เพราะดินแดนที่ทหารไทยยึดคืนกลับมาได้หลังการสู้รบรอบ 2 ล้วนเป็นแผ่นดินไทยที่กัมพูชายึดครองมานาน
ส่วนพื้นที่ทับซ้อนที่ไทยยึดครองเพิ่มเติมมานั้น ฝ่ายไทยจะใช้ในการเจรจาต่อรองเพื่อแลกพื้นที่ประเทศไทยในบางจุดที่ฝ่ายกัมพูชายังคงยึดครองอยู่ เพราะหากแลกดินแดนกันได้ ก็จะไม่ต้องนำไปสู่การสู้รบอีกครั้ง
#อนุทิน #สีหศักดิ์ #การเมืองไทย #ความมั่นคง #ไทยกัมพูชา #ฮุนเซน #การทูตนำการทหาร #วิเคราะห์การเมือง #ข่าวการเมือง #เกมอำนาจ #siamrathonline








