บทความ บทวิเคราะห์

เจาะลึกภาวะสินค้าเกษตรไทย:  ข้าว-ข้าวโพด-ปลาป่น พาเหรดขึ้นราคา จับตาต้นทุนอาหารสัตว์พุ่ง

แชร์ข่าว

ภาพรวมสถานการณ์สินค้าเกษตรไทยในช่วงสัปดาห์ที่ 6- 10 เมษายน 2569 สะท้อนถึงสภาวะ "รอยต่อ" ของกลไกตลาด เมื่อพืชเศรษฐกิจหลักและวัตถุดิบอาหารสัตว์ส่วนใหญ่เริ่มขยับฐานราคาขึ้นท่ามกลางปัจจัยกดดันจากอุปทานที่ตึงตัว โดยเฉพาะ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในประเทศที่ปรับราคาสูงขึ้นมาอยู่ที่หาบละ 642 บาท ผลจากการเก็บเกี่ยวที่ชะลอตัวในช่วงปลายฤดูกาล แม้ว่าในฟากของตลาดล่วงหน้านครชิคาโก (CBOT) จะมีสัญญาณสวนทางจากการปรับตัวลงของราคาหลังกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) คาดการณ์สต็อกข้าวโพดโลกเพิ่มขึ้นและสต็อกสหรัฐฯ สูงสุดในรอบ 7 ปี รวมถึงตัวเลขคาดการณ์ผลผลิตจากอาร์เจนตินาที่จ่อทำสถิติใหม่ แต่ทว่าความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมปศุสัตว์ไทยที่ยังคงอยู่ในระดับสูงประกอบกับผลผลิตต้นน้ำที่มีจำกัด ได้กลายเป็นเกราะกำบังที่ทำให้ราคาในประเทศยังคงรักษาระดับเหนือตลาดโลกและมีแนวโน้มที่จะทรงตัวอยู่ในเกณฑ์สูงต่อเนื่องในระยะสั้น    

ความร้อนแรงของราคาไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่พืชไร่ แต่ยังลามไปถึงกลุ่มโปรตีนจากสัตว์น้ำอย่าง ปลาป่น ที่ได้รับแรงกระแทกจากปัจจัยระดับโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะการประกาศโควตาจับปลาของเปรูที่ลดลงเหลือเพียง 1.9 ล้านตัน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต ส่งผลให้เกิดภาวะอุปทานตึงตัวฉับพลันในตลาดโลก โดยเฉพาะในจีนที่สต็อกหน้าท่าเรือเริ่มลดน้อยลง ปรากฏการณ์นี้ส่งผลโดยตรงต่อราคาปลาป่นในไทยที่ปรับตัวขึ้น 1 บาทในทุกเกรดคุณภาพ โดยปลาป่นเกรดกุ้งขยับขึ้นไปแตะกิโลกรัมละ 56 บาท สะท้อนให้เห็นถึงต้นทุนการผลิตอาหารสัตว์ที่ขยับตัวสูงขึ้นตามกลไกราคาวัตถุดิบโลก

ในขณะที่ กากถั่วเหลือง กลับเป็นเพียงสินค้าชนิดเดียวที่เห็นการปรับตัวลดลงมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 16.10 บาท จากคาดการณ์ผลผลิตโลกที่เพิ่มขึ้นและการคลี่คลายของสถานการณ์ความขัดแย้งในบางพื้นที่ ซึ่งช่วยลดทอนแรงกดดันด้านจิตวิทยาของตลาดลงได้ชั่วคราว

ทางด้านสถานการณ์ ข้าว ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของภาคเกษตรไทย พบการปรับฐานราคาขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งตลาดในประเทศและราคาส่งออก โดยข้าวขาว 100% ชั้น 2 ขยับขึ้นมาอยู่ที่กระสอบละ 1,220 บาท และราคาส่งออก (F.O.B.) พุ่งสูงขึ้นมาอยู่ที่ 429 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและแรงซื้อที่หนาแน่นในตลาดโลก ท่ามกลางภาวะที่ผู้เลี้ยงปศุสัตว์อย่าง สุกร และ ไก่ไข่ พยายามรักษาเสถียรภาพราคาหน้าฟาร์มไว้ให้มั่นคง แม้จะต้องเผชิญกับความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบ

โดยเฉพาะ กลุ่มผู้เลี้ยงสุกร ที่เริ่มออกมาเรียกร้องให้ภาครัฐนำมาตรการเครดิตภาษีนำเข้ากากถั่วเหลืองมาบริหารจัดการเพื่อลดภาระต้นทุนในระยะยาว การรักษาสมดุลระหว่างราคาขายปลีกที่ผู้บริโภครับได้ กับต้นทุนการผลิตที่ขยับขึ้นตามราคาข้าวโพดและปลาป่น    

จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญที่ภาคเกษตรไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้สามารถบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานได้อย่างมีประสิทธิภาพท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก

ข่าวแนะนำ