โลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ “อำนาจ” เหนือ “กติกา” เมื่อทรัมป์เดินเกมแข็ง ฉีกทุกกฎเดิม ตั้งคำถามใหญ่ ใครจะเป็นคนเขียนระเบียบโลกใหม่
ในห้วงเวลาที่โลกยังไม่ทันตั้งหลักจากแรงสั่นสะเทือนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์รอบล่าสุด การเคลื่อนไหวของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่สอง กลับยิ่งเร่งให้แรงสั่นสะเทือนนั้นรุนแรงขึ้นจนหลายฝ่ายเริ่มตั้งข้อสังเกตุตรงกันว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่เพียง “นโยบายแข็งกร้าว” แต่คือความพยายาม “รื้อระบบ” ที่สหรัฐเคยเป็นผู้สร้างขึ้นเอง
ภาพของทรัมป์ในรอบนี้ ไม่ใช่ผู้นำที่เพียงแค่ท้าทายฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง แต่คือผู้นำที่กำลัง “ท้าทายกติกาโลก” อย่างเปิดเผย และทำเช่นนั้นอย่างเป็นระบบมากขึ้นกว่าที่เคย
เมื่อมองลึกลงไปในแต่ละเหตุการณ์ ตั้งแต่กรณีเวเนซูเอลา สงครามการค้า ไปจนถึงการใช้กำลังในตะวันออกกลาง จะเห็นได้ว่าทุกหมากที่ถูกเดิน ไม่ได้กระจัดกระจาย หากแต่เชื่อมโยงกันภายใต้กรอบคิดเดียว นั่นคือการผลักโลกออกจากระเบียบแบบเดิม ไปสู่ระบบที่สหรัฐสามารถ “กำหนดเงื่อนไข” ได้โดยตรง
กรณีเวเนซูเอลา คือหนึ่งในตัวอย่างที่สะท้อนการ “ฉีกกติกา” อย่างชัดเจนที่สุด เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงการแทรกแซงทางการเมืองแบบที่โลกเคยเห็น แต่คือการก้าวข้ามหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ นั่นคือความคุ้มกันของผู้นำรัฐ
ในอดีต การกระทำลักษณะนี้ต้องอาศัยกลไกพหุภาคี ต้องผ่านความชอบธรรมในระดับหนึ่ง แต่ในรอบนี้ สิ่งที่โลกเห็นคือการตัดสินใจแบบฝ่ายเดียว ที่สะท้อนว่า “อำนาจ” อาจกำลังกลับมาอยู่เหนือ “กติกา” อีกครั้ง
และเมื่ออธิปไตยของรัฐไม่ใช่สิ่งที่แตะต้องไม่ได้อีกต่อไป โลกก็เริ่มเข้าสู่พื้นที่ใหม่ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เพราะหากมหาอำนาจหนึ่งสามารถทำได้ อีกมหาอำนาจก็อาจเลือกทำในแบบเดียวกัน
ขณะเดียวกัน ในสนามเศรษฐกิจ นโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์ก็ยิ่งตอกย้ำแนวโน้มนี้ชัดขึ้นไปอีก การปรับขึ้นภาษีนำเข้าในระดับสูง ไม่ได้เป็นเพียงการปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ แต่คือการเปลี่ยน “การค้า” ให้กลายเป็น “เครื่องมือบังคับ” ทางการเมืองอย่างเต็มรูปแบบ
ประเทศคู่ค้าจำนวนมากเริ่มพบว่าการเข้าถึงตลาดสหรัฐไม่ได้ขึ้นอยู่กับกติกาสากลอีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับ “เงื่อนไขเฉพาะ” ที่ถูกกำหนดผ่านการเจรจาแบบตัวต่อตัว และในเกมที่ขนาดเศรษฐกิจไม่เท่ากัน ฝ่ายที่เล็กกว่าย่อมเสียเปรียบตั้งแต่ต้น
นี่คือการเปลี่ยนผ่านจากโลกที่เคยยึดโยงด้วยระบบการค้าเสรี ไปสู่โลกที่การค้าอยู่ภายใต้การควบคุมของอำนาจรัฐอย่างชัดเจน และเมื่อการค้ากลายเป็นอาวุธ ประเทศที่ครองเครื่องมือทางเศรษฐกิจย่อมมีอำนาจต่อรองเหนือประเทศอื่นโดยปริยาย
ในมิติความมั่นคง การโจมตีอิหร่านก็สะท้อนภาพเดียวกันอย่างไม่อ้อมค้อม เพราะสิ่งที่สหรัฐต้องการสื่อ ไม่ใช่เพียงการทำลายศักยภาพของฝ่ายตรงข้าม แต่คือการ “แสดงให้โลกเห็น” ว่าอเมริกายังคงพร้อมใช้กำลังจริง
นี่คือการเมืองของสัญญาณ ที่มีเป้าหมายไปไกลกว่าเป้าหมายทางทหาร เพราะมันคือการส่งข้อความไปยังมหาอำนาจอื่นว่า สหรัฐยังคงเป็นผู้เล่นที่พร้อมกำหนดเกม หากผลประโยชน์ถูกท้าทาย
เมื่อประกอบภาพทั้งหมดเข้าด้วยกัน จะเห็นว่าโลกกำลังเคลื่อนจากระบบที่ยึดโยงด้วย “กฎ” ไปสู่ระบบที่ขับเคลื่อนด้วย “อำนาจและดีล” มากขึ้นทุกขณะ
คำว่าพันธมิตรอาจไม่ได้หมายถึงความสัมพันธ์ระยะยาวอีกต่อไป แต่เป็นเพียงความร่วมมือชั่วคราวที่ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ ณ ช่วงเวลานั้น ใครตอบโจทย์มากกว่า ก็เป็นพันธมิตรได้มากกว่า
นี่คือหัวใจของแนวคิด America First ในเวอร์ชันที่เข้มข้นยิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่การให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประเทศตัวเองเป็นอันดับแรก แต่คือการ “นิยามกติกาใหม่” ให้ทุกฝ่ายต้องเล่นตาม
อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกมุมหนึ่งที่มองว่าสิ่งที่ทรัมป์กำลังทำ ไม่ใช่การรื้อโลกเพื่อสร้างใหม่ แต่คือการตอบสนองต่อความเสื่อมของระเบียบเดิมที่เริ่มไม่สามารถรักษาผลประโยชน์ของสหรัฐได้อีกต่อไป
เมื่อองค์กรระหว่างประเทศอ่อนแรงลง เมื่อมหาอำนาจใหม่อย่างจีนเริ่มขยับขึ้นมา และเมื่อระบบเศรษฐกิจโลกเปราะบางมากขึ้น สหรัฐอาจเลือกที่จะ “เร่งเกม” เพื่อรักษาความได้เปรียบของตนเอง ก่อนที่สมดุลอำนาจจะเปลี่ยนไปอย่างถาวร
ไม่ว่าความจริงจะอยู่ในมุมใด สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ และการเดินเกมของทรัมป์กำลังเป็นตัวเร่งให้การเปลี่ยนผ่านนั้นเกิดเร็วขึ้นกว่าที่หลายฝ่ายคาด
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า โลกจะเปลี่ยนหรือไม่ แต่คือ ใครจะเป็นผู้กำหนดทิศทางของการเปลี่ยนแปลงนั้น
เพราะในทุกยุคสมัย เมื่อกติกาเก่าถูกฉีกทิ้ง ผู้ที่สามารถเขียนกติกาใหม่ได้ก่อน ย่อมเป็นผู้ถืออำนาจเหนืออนาคตของโลกเสมอ
#ทรัมป์ #AmericaFirst #การเมืองโลก #ภูมิรัฐศาสตร์ #สงครามการค้า #ระเบียบโลกใหม่ #มหาอำนาจ #ข่าวต่างประเทศ #วิเคราะห์การเมือง #GlobalPolitics #siamrathonline








