เมื่อ "ทรัมป์" เปิดหน้าแลกอิหร่าน... ใครจะหยุดพยัคฆ์ร้ายในทำเนียบขาว?
กลิ่นเขม่าปืนและควันไฟจากการโจมตีทางอากาศยังคงปกคลุมเหนือน่านฟ้าเตหะรานและช่องแคบฮอร์มุซ โลกกำลังกลั้นหายใจดูการเดินเกม "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่สั่งเปิดฉากปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ร่วมกับอิสราเอล เพื่อสยบอิทธิพลของอิหร่านแบบขุดรากถอนโคน
นับตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดปฏิบัติการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์และฐานขีปนาวุธของอิหร่านอย่างหนักหน่วง โดยทรัมป์ให้เหตุผลสั้นๆ ว่านี่คือ "การสร้างสันติภาพด้วยความแข็งแกร่ง" แต่เหตุการณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 4-6 เมษายนที่ผ่านมา สถานการณ์ยิ่งดิ่งลงเหว เมื่อเครื่องบิน F-15 ของสหรัฐฯ ถูกยิงตกในอิหร่าน จนทรัมป์ต้องส่งหน่วยรบพิเศษเข้าไปชิงตัวนักบิน พร้อมประกาศกร้าวผ่าน Truth Social ว่า "จะนำนรกมาสู่อิหร่าน" หากช่องแคบฮอร์มุซไม่ถูกเปิดให้เดินเรืออย่างปลอดภัยทันที
เมื่อผู้นำสหรัฐฯ เลือกใช้ "ธุรกิจและการทหาร" นำหน้าการทูต คำถามคือใครจะมีอำนาจยับยั้งเขาได้?
จีนและรัสเซีย: กำลังเป็นตัวแปรสำคัญ จีนพยายามเรียกร้องให้หยุดยิงทันทีเพื่อปกป้องเส้นทางพลังงานโลก ขณะที่รัสเซียเริ่มขยับเบี้ยสนับสนุนอิหร่านในเงามืด แต่ดูเหมือน "ไม้แข็ง" ของทรัมป์ที่ขู่จะตัดขาดทางการค้า (Decoupling) อย่างสมบูรณ์ ทำให้ทั้งสองมหาอำนาจต้องคิดหนักก่อนจะกระโจนเข้ามาขวางเต็มตัว
อย่างไรก็ตาม สหภาพยุโรป (EU): ผู้นำอย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ต่างพยายามกดดันผ่านวิถีทางการทูต โดยเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกฯ อังกฤษ ย้ำชัดว่า "ไม่เชื่อในการเปลี่ยนระบอบการปกครองจากฟากฟ้า" แต่เสียงของยุโรปดูจะเบาบางลงเมื่อทรัมป์จวกว่า NATO เป็นเพียง "เสือกระดาษ" ที่ไม่ยอมช่วยพันธมิตรเบอร์หนึ่งอย่างสหรัฐฯ
ขณะที่ คณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) องค์กรที่ทรัมป์ตั้งขึ้นมาเองเพื่อจัดการเรื่องการฟื้นฟูกาซาและตะวันออกกลาง แม้จะดูเหมือนเป็นกลไกเจรจา แต่ในสายตาชาวโลก มันถูกมองว่าเป็นเครื่องมือ "จัดระเบียบใหม่" ตามใจสหรัฐฯ มากกว่าจะเป็นคนกลางที่แท้จริง
สิ่งที่อาจหยุดทรัมป์ได้จริงๆ อาจไม่ใช่กองทัพต่างชาติ แต่คือ "คะแนนนิยมในบ้าน" * ค่าครองชีพและราคาน้ำมัน แม้ทรัมป์จะสั่งระบายน้ำมันสำรองและปลดล็อกการขุดเจาะในประเทศ แต่สงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ กำลังทำให้ตลาดผันผวน หากราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ พุ่งสูงเกินรับไหว เสียงจาก "Rust Belt" ที่เคยหนุนหลังเขาอาจเปลี่ยนเป็นเสียงประท้วง
อย่างไรก็ตาม ความสูญเสียของกำลังพล ภาพนักบินที่ถูกจับเป็นตัวประกันหรือศพทหารที่กลับมาในธงชาติ คือฝันร้ายที่ทรัมป์พยายามเลี่ยง หากตัวเลขการสูญเสียพุ่งสูงขึ้น แรงบีบจากรัฐสภาและประชาชนจะเป็นกำแพงที่ทรัมป์ข้ามได้ยากที่สุด
ในวันที่ทรัมป์ประกาศว่า "สงครามใกล้สิ้นสุดและเราชนะแล้ว" แต่อิหร่านกลับโต้กลับด้วยการปฏิเสธการขอหยุดยิง โลกจึงทำได้เพียงเฝ้ามองว่า "ดีล" ครั้งสุดท้ายของทรัมป์ในตะวันออกกลางจะเป็นการยุติสงคราม หรือเป็นการจุดชนวนสงครามโลกครั้งที่ 3 กันแน่
"ในสมรภูมิที่ทุกคนอ้างความชอบธรรม ผู้ที่ได้ประโยชน์ที่สุดอาจไม่ใช่ผู้ชนะ แต่คือผู้ที่รอดตายจากพายุแห่งความขัดแย้งนี้"
#สงครามตะวันออกกลาง2569 #ทรัมป์ #อิหร่าน #ความมั่นคงโลก #MiddleEastConflict2026 #Trump #Geopolitics







