ปฏิทินการเมือง ขยับเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว ครม.ใหม่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน ในวันที่ 6 เมษายนนี้ จากนั้นในช่วงค่ำ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี จะนำรัฐมนตรี ประชุมครม. “นัดพิเศษ”
แต่ครม.ใหม่ ยังไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ จนกว่าจะมีการแถลงนโยบายรัฐบาล ต่อรัฐสภา ในวันที่ 9-10 เมษายนนี้ เสียก่อน
วันแถลงนโยบายรัฐบาล ของครม.ใหม่ ที่นำโดยนายกฯอนุทิน แม้จะเป็นการเข้ามารับตำแหน่งนายกฯรอบที่ 2 แต่อย่าลืมว่า ครั้งนี้มีความแตกต่างออกไป เมื่อเทียบกับการเป็น นายกฯ ตาม MOA กับ “พรรคประชาชน” นั่งบริหารในระยะสั้นๆ
แต่สำหรับการเข้ามาเป็นรัฐบาล รอบนี้ มีขึ้นในห้วงที่นายกฯอนุทิน และพรรคภูมิใจไทย ในฐานะพรรคแกนนำรัฐบาลเอง กำลังเผชิญหน้ากับ สถานการณ์ไม่ปกติ อันเนื่องมาจาก “วิกฤตพลังงาน” จากสงครามตะวันออกกลาง ที่ล่วงเข้าสู่วันที่ 32
วันนี้ราคาน้ำมันในประเทศไทย พุ่งสูงขึ้น ตามมาด้วยราคาสินค้า ค่ารถ เรือ โดยสารสาธารณะ ที่ต่างอั้นไม่อยู่ ประกาศปรับขึ้นราคากันเป็นแถว
ขณะเดียวกัน ปัญหาของรัฐบาล กลับอยู่ที่ความไม่เชื่อมั่นซึ่งเป็นคำถามที่ประชาชน และพรรคฝ่ายค้าน ตลอดจนนักวิชาการ สงสัยว่า รัฐบาลยืนอยู่ข้างประชาชน หรือ “นายทุน” กันแน่
ดังนั้นวันแถลงนโยบายรัฐบาล 9-10 เม.ย.นี้ จึงทำให้ถูกจับตาว่า พรรคฝ่ายค้านจะใช้โอกาสนี้ “ซ้อมซักฟอก” รัฐบาลด้วยหรือไม่ ?
แม้นายกฯอนุทินจะยืนยันว่า ตัวเขาเองไม่ได้กังวล เพราะผ่านการเมืองมาหลายครั้งแล้ว
“ ไม่ว่าจะเป็นการซักฟอกหรือการวิพากษ์วิจารณ์ การเสนอความเห็น การแนะแนวทาง เป็นมงคลกับตนทั้งนั้น เพราะในคำวิพากษ์วิจารณ์ก็จะมีคำแนะนำที่ดีๆ ซึ่งก็ไม่ได้มีใครสงวนสิทธิ์ที่จะให้ตนนำไปใช้ พร้อมย้ำว่า ตนรับฟัง และไม่ดื้อ” (1เม.ย.69)
จากท่าทีของอนุทิน ส่งสัญญาณว่า “ไม่กังวล” เพราะเขาเองผ่านสนามรบการเมืองมาไม่ใช่น้อย แต่อย่าลืมว่า หากรัฐบาลใหม่ ไม่ได้มาในช่วงที่ โดนถล่มทั้งในและนอกสภาฯว่าด้วยปัญหาพลังงาน โดยเฉพาะการ “อุ้มนายทุน” ที่กำลังเป็นอยู่ในเวลานี้ ก็คงไม่มีอะไรน่าหนักใจ
แต่เมื่อ ฝ่ายค้านครั้งนี้ ไม่ได้มีเพียง พรรคประชาชน เป็นตัวหลักเหมือนที่ผ่านมาเท่านั้น พรรคประชาธิปัตย์ กำลังจะกลายเป็น “งานยาก” สำหรับรัฐบาลภูมิใจไทย ยิ่งเมื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศ ไปสดๆร้อนๆว่า สิ่งที่ฝ่ายค้านต้องการเรียกร้องและตั้งคำถาม คือ “ความชัดเจน” ต่อมาตรการแก้ปัญหาน้ำมันแพง
โดยเฉพาะการดึง “โรงกลั่น” ให้เข้ามามีส่วนร่วมรับภาระ แทนที่จะปล่อยให้ประชาชนแบกรับอยู่ฝ่ายเดียว โดยผ่านกลไก “กองทุนน้ำมัน”
และเหนืออื่นใด อย่าลืมว่า “เป้าใหญ่” คือการตั้งคำถามกับ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกฯและรมว.คมนาคม ที่แม้เจ้าตัวเพิ่งขอไม่นั่ง ผอ.ศบก. และเป็นรองนายกฯที่คุมพลังงาน แล้วก็ตาม แต่ไม่ได้หมายความว่า ข้อครหา ว่าด้วยการอุ้มนายทุน ไปจนถึง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” เพราะพิพัฒน์ มีธุรกิจปั๊มน้ำมัน PT จะได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันขึ้นด้วยหรือไม่
การแถลงนโยบายรัฐบาล ที่จะมีขึ้นในปลายสัปดาห์หน้า อาจกลายเป็น “สมรภูมิรบ” สำหรับ “พรรคภูมิใจไทย” มากกว่าใคร
โดยเฉพาะการที่ฝ่ายค้านหยิบเอา ประเด็นว่าด้วย “ความโปร่งใส” ขึ้นมาฟาดรัฐบาลใหม่ เช่นนี้ ในท่ามกลาง “กระแสความนิยม” ที่เริ่มลดลง ตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มบริหารงาน ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ทำให้รัฐบาล “ติดลบ” ตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม








