ด้วยน้ำพระราชหฤทัยอันเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตาและความห่วงใยในพสกนิกร โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารที่เผชิญปัญหานักเรียนขาดอาหารและมีภาวะทุพโภชนาการ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเริ่มงานพัฒนาเด็กและเยาวชนตั้งแต่พุทธศักราช 2523 และได้ทรงงานต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยมีพระราชประสงค์ที่จะให้เด็กและเยาวชนของชาติที่ยังขาดโอกาส อาจเนื่องด้วยความแตกต่างทางภูมิศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรม ได้มีโอกาสเข้าถึงความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการ มีสุขภาพแข็งแรง ได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพ สามารถพัฒนาตนเองให้เป็นคนดี พึ่งตนเองและช่วยเหลือพัฒนาชุมชน ให้ทุกคนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และใช้ชื่อว่าโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน โดยมุ่งเน้นกระบวนการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง หรือ Learning by Doing ให้โรงเรียนเป็นฐานการผลิตอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน
นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กิจกรรม “ประมงโรงเรียน” เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่กรมประมงได้ดำเนินการภายใต้โครงการสนับสนุนด้านการประมงตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี มาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เพื่อสนองงานโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน โดยมุ่งเน้นสร้างแหล่งผลิตอาหารโปรตีนประเภทปลาให้แก่เด็กนักเรียนบริโภคเป็นอาหารกลางวันที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ควบคู่กับการปลูกฝังทักษะพื้นฐานในกระบวนการผลิตสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค และการแปรรูปผลผลิตสัตว์น้ำ ให้แก่เยาวชน ตลอดจนการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ทรัพยากรประมงอย่างรู้คุณค่า พร้อมขยายผลองค์ความรู้สู่ครัวเรือนและชุมชน โดยกรมประมงได้ดำเนินงาน กิจกรรม “ประมงโรงเรียน” ซึ่งมีโรงเรียนในโครงการ จำนวน 747 แห่งทั่วประเทศ
และหนึ่งในต้นแบบความสำเร็จที่โดดเด่นเห็นได้จาก สำนักงานประมงจังหวัดเพชรบูรณ์ นำโดย ว่าที่ร้อยตรี ชัยรัตน์ พุ่มช่วย ประมงจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ได้รุกคืบดำเนินงานส่งเสริมด้านการประมง ณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านโป่งตะแบก ตำบลพุทธบาท อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยประมงจังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า กระบวนการดำเนินงานเน้นการสร้างความร่วมมือกับคณะกรรมการนักเรียนและครูเกษตร ผ่านการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อให้มีทักษะในการเลี้ยงสัตว์น้ำให้ได้ผลผลิตตามเป้าหมาย โดยสนับสนุนทั้งปัจจัยการผลิต พันธุ์ปลาดุก ปลานิล ปลาตะเพียน และกบนา รวมถึงนำนวัตกรรม "Mobile Hatchery" หรือชุดเพาะฟักเคลื่อนที่มาสอนให้นักเรียนสามารถเพาะพันธุ์ปลาได้ด้วยตนเอง ซึ่งช่วยลดต้นทุนและสร้างการพึ่งพาตนเองได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้เด็กนักเรียนมีแหล่งโปรตีนคุณภาพสำหรับบริโภคอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง
ด้าน ดาบตำรวจธีรพงษ์ ติดไชย ครูใหญ่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านโป่งตะแบก กล่าวสมทบว่า โรงเรียนได้ขับเคลื่อนกิจกรรมประมงอย่างเป็นระบบ โดยได้รับการสนับสนุนอย่างใกล้ชิดจากกรมประมงที่เข้ามาถ่ายทอดทักษะ ตั้งแต่การเลี้ยงปลาพื้นฐานไปจนถึงการเพาะพันธุ์ ซึ่งสร้างความตื่นตัวและแรงจูงใจให้เยาวชนสนใจเข้ามามีส่วนร่วมในฐานะอาสาสมัครดูแลกิจกรรมประมงหลังเวลาเรียน โดยสิ่งที่เด็กนักเรียนได้รับมากกว่าผลผลิตคือทักษะชีวิตและความรับผิดชอบที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพในอนาคต พร้อมทั้งสามารถนำความรู้ที่ได้ไปเผยแพร่ต่อให้กับผู้ปกครองและชาวบ้านในพื้นที่ เกิดเป็นเครือข่ายความรู้ที่เข้มแข็งจากโรงเรียนสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน
ขณะที่ สิบตำรวจตรี ชุติเดช เพียคำ ครูเกษตรและครูผู้รับผิดชอบกิจกรรมประมงโรงเรียน ระบุเพิ่มเติมถึงการบริหารจัดการผลผลิตว่า สัตว์น้ำที่เลี้ยงได้จะถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการประกอบอาหารกลางวัน เพื่อให้เด็กนักเรียนได้รับสารอาหารโปรตีนที่ปลอดภัยและพัฒนาการทางสมองสมวัย หากมีผลผลิตส่วนเกินจะนำไปจำหน่ายผ่านระบบสหกรณ์โรงเรียนเพื่อฝึกทักษะการทำบัญชีและสร้างรายได้หมุนเวียน รวมไปถึงการต่อยอดแปรรูปเป็น "ปลาแดดเดียว" และ "ปลาส้ม" โดยความร่วมมือของนักเรียนและคนในชุมชน กระบวนการทั้งหมดนี้ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างความภาคภูมิใจในฐานะแหล่งอาหารสำคัญของโรงเรียน แต่ยังเป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจพอเพียงที่เข้มแข็งให้แก่เยาวชน ตามพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของพสกนิกรในถิ่นทุรกันดารให้มีความกินดีอยู่ดีอย่างมั่นคงสืบไป







