ดร.สุพิศ ปราณีตพลกรัง นำเสนอบทความเรื่อง "ปัญหาการบังคับใช้กฎหมายจราจรทางบก" ความว่า พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ เป็นกฎหมายที่มีเจตนารมณ์มุ่งหมายให้เกิดความปลอดภัยในการใช้ทางสัญจรหรือท้องถนน ซึ่งมีผู้ร่วมใช้ทางหลากหลายทั้งผู้ใช้รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถสามล้อ คนโดยสาร คนเดินเท้า ตลอดจนสัตว์เลี้ยง เนื่องจากในแต่ละปีเกิดปัญหาอุบัติเหตุในการใช้ทางเกิดขึ้นมากมาย จึงต้องมีกฎหมายกำกับหรือจัดระเบียบเพื่อให้เกิดความปลอดภัย เกิดการสูญเสียน้อยที่สุด กฎหมายจราจรทางบกจึงเน้นหนักที่การบังคับปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้เกี่ยวข้องกับการใช้ทาง ให้เป็นไปในทิศทางที่เหมาะสม ระมัดระวัง ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่าง ๆ ซึ่งบางครั้งก็อาจจะทำได้ยากในทางปฏิบัติ หรือเป็นปัญหาด้านการบังคับใช้ ซึ่งก็เป็นเรื่องต่างจิต ต่างใจหรือการตระหนักให้ความสำคัญกับกฎหมาย อาจจะต้องมีกรณีที่ทำให้ฉุกคิดได้บ้างว่า เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดที่เราไม่ห่วงการถูกกระทบกระเทือนทางสมอง ไม่ห่วงศีรษะของตนเองจนกระทั่งต้องมีกฎหมายมาบังคับให้สวมหมวกกันน็อค การบังคับให้คาดเข็มขัดนิรภัย ทั้งที่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความปลอดภัยของตัวเราเองทั้งนั้น แต่ตัวเราเองไม่ห่วงตัวเอง ต้องเป็นภาระของกฎหมายและเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมาเกี่ยวข้องกำกับดูแลแทนเสียอีก
เมื่อเป็นเช่นนี้ สภาพรายละเอียดของกฎหมายจราจรทางบกจึงมีรายละเอียดที่บัญญัติค่อนข้างมาก จนกระทั่งถูกมองเป็นเรื่องหยุมหยิมไป อีกทั้งนอกจากมีตัวบทกฎหมายแล้ว ยังมีกฎหมายลำดับรองที่เสริมในทางปฏิบัติในรูปของประกาศ ข้อกำหนดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบกเพื่อให้ถือปฏิบัติ ซึ่งบางครั้งก็เป็นเรื่องที่ห่างไกลต่อการรับรู้ของประชาชน หรือเปิดช่องทางในทางให้อำนาจของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติใช้ดุลพินิจได้อย่างกว้างขวางในแง่ของอัตราโทษในการปรับ การยึดรถ การตัดคะแนนความประพฤติ
สภาพการณ์ดังกล่าวก็อาจจะส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายอยู่ในอำนาจดุลพินิจของเจ้าพนักงานจราจรในการที่จะกวดขันหรือกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ประพฤติมิชอบใช้เป็นเครื่องมือในการทำมาหากินหรือรีดนาทาเร้นเอากับประชาชนผู้ที่อาจจะมีส่วนกระทำผิดกฎหมายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือไม่ตระหนัก และในทางปฏิบัติก็เป็นเรื่องที่เห็นได้ชัดว่าอาจมีการตกลงกันระหว่างผู้กระทำผิดกับเจ้าพนักงานผู้เกี่ยวข้องในลักษณะวิธีการนอกกรอบกฎหมายหรือเรียกภาษาชาวบ้านว่าขอกันได้ โดยมีเงื่อนไขปัจจัยเรื่องเงินทองเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงทำให้การบังคับใช้กฎหมายจราจรทางบกอาจจะเป็นไปในลักษณะหย่อนยาน ไม่ได้ใช้เป็นเครื่องมือในการกวดขันปรับปรุงพฤติกรรมของผู้เกี่ยวข้องในการใช้รถใช้ถนนได้อย่างแท้จริง
นอกจากนี้แล้ว รูปแบบของการปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขกฎหมายนั้น ดูเหมือนจะเป็นไปในลักษณะการเพิ่มโทษค่าปรับหรือขยายเพดานการปรับให้สูงขึ้นสำหรับข้อหาความผิดต่าง ๆ ที่มีการกระทำผิดเป็นปกติประจำดังเช่น กรณีของการไม่สวมหมวกกันน็อค ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ขับรถเร็วเกินกำหนด ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร ไม่หยุดรถให้คนข้ามทางม้าลาย ใช้โทรศัพท์มือขณะขับขี่โดยไม่มีอุปกรณ์เสริม ตลอดจนการขับขี่ขณะเมาสุรา ขับรถย้อนศร และข้อหาที่มีลักษณะกว้างขวาง ครอบจักรวาลคือ ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย ซึ่งความผิดดังกล่าวต่าง ๆ มีการแก้ไขโทษโดยกฎหมายที่แก้ไขคือพระราชบัญญัติจราจรทางบก ฉบับที่ ๑๒ พ.ศ. ๒๕๖๒ และฉบับที่ ๑๓ พ.ศ. ๒๕๖๕ ดังจะเห็นได้จากข่าวที่ว่า เจ้าพนักงานตำรวจได้มีการออกมาตรการเตือนก่อนดำเนินการอย่างจริงจัง ซึ่งมีผลครบกำหนดตามมาตรการเตือนเมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๙ เป็นต้นไป
การบังคับใช้กฎหมายจราจรทางบก จะได้ผลเต็มประสิทธิภาพหรือไม่ก็คงต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งผู้ที่เดินทางสัญจรในเส้นทางและเจ้าพนักงานตำรวจซึ่งต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้อง เที่ยงธรรม ตรงไป ตรงมา ตลอดจนการมีวินัยของประชาชน จึงจะทำให้สามารถบังคับใช้กฎหมายจราจรทางบกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอาจจะป้องกันปัญหาความไม่ปลอดภัยที่อาจจะเกิดขึ้นได้ มิฉะนั้นแล้ว กฎหมายก็คงเป็นเพียงตัวอักษรที่กำหนดไว้ให้ถูกดูหมิ่นดูแคลนเป็นกระดาษเปื้อนหมึกเท่านั้นเอง ความร่วมมือร่วมใจของสมาชิกในสังคมจึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่จะทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างได้ผล สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นคือ สภาพของการที่สมาชิกในสังคมเคารพต่อกฎหมาย (Respect to Law) ตระหนักในคุณค่าและคุณประโยชน์ของกฎหมาย มิใช่เพียงการเกรงกลัวกฎหมายและพยายามหลีกเลี่ยงเมื่อมีโอกาสหรือช่องทางที่สามารถทำได้ การบังคับใช้กฎหมายจราจรจึงเป็นตัวอย่างสำคัญประการหนึ่งที่จะทำให้เห็นถึงข้อจำกัดต่าง ๆ ในการบังคับใช้กฎหมายได้เป็นอย่างดี ซึ่งคงต้องรอดูพัฒนาการกันต่อไป
#กฎหมายจราจร #อุบัติเหตุ #ความปลอดภัยทางถนน #ตำรวจจราจร #บังคับใช้กฎหมาย #สังคมไทย #วิเคราะห์สังคม #siamrathonline
ภาพประกอบสร้างโดยAI








