การตัดสินใจของ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม “ถอย” ออกจากการคุมเรื่องการแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงาน ล่าสุดรอบนี้ ดูเหมือนว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ไม่สามารถ “รั้ง” ได้อีกต่อไป !
พิพัฒน์ เปิดใจให้สัมภาษณ์รายข่าวดัง "เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand" เช้าวันนี้ ชัดเจนว่า เขาเองจะไม่นั่งอยู่ในตำแหน่ง เดิม คือผอ.ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ในรัฐบาลชุดใหม่ ได้อีก
เมื่อพบว่า “กระแสต่อต้าน” ที่พุ่งเข้าใส่นั้นไม่ใช่เป็นเรื่อง “เฉพาะตัว” แต่ยังจะมีโอกาสลุกลามไปถึง “รัฐบาลใหม่” ทั้งที่ยังไม่ทันได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาด้วยซ้ำ
พิพัฒน์ ให้สัมภาษณ์เปิดใจ ถึงกรณีเกิดกระแสสังคม แบนธุรกิจพลังงานของครอบครัว คือปั๊มน้ำมัน PT
“ เรื่องนี้จะโทษความคิดหรือความรู้สึกของประชาชนไม่ได้ แต่ส่วนตัวมองว่าควรแยกส่วน โดยพิจารณาจากพฤติกรรม เนื่องจากผมลาออกจากธุรกิจครอบครัวตั้งแต่ปี 2546
และไม่เคยมีส่วนร่วมกับบริษัท PT ในตำแหน่งใดทั้งสิ้น โดยตลอดระยะเวลา 20 ปี จะเข้าไปเพียงปีละครั้ง ในวันครบรอบบริษัท ช่วงเดือนมีนาคม” (1 เม.ย.69)
และตบท้ายว่า “ไม่ได้ต้องการเป็นผู้อำนวยการ ศบก. แต่ท้ายที่สุดต้องหารือกับนายกรัฐมนตรี หากมีบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสม ก็ปล่อยผมไปเถอะ"
ภายหลังจากที่พิพัฒน์ ส่งสัญญาณว่า ไม่อยากไปต่อ ไม่ต้องการกำกับดูแลกระทรวงพลังงาน และนั่งในตำแหน่งผอ.ศบก.
ล่าสุด นายกฯอนุทิน ต้องเปลี่ยนตัว ด้วยการส่ง “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส” รองนายกฯและรมว.คลัง ลงมารับผิดชอบแทน โดยนายกฯอนุทิน ระบุว่า ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) จะหมดไปกับรัฐบาล “หนู 1” เมื่อ “หนู 2” มาต้องตั้งใหม่ หลายคนที่อยู่ในตำแหน่งก็มีการสลับสับเปลี่ยน
โดยจะให้เอกนิติ เป็นประธานแทน เพื่อให้เกิดความสบายใจทั้งประชาชนและพิพัฒน์เอง
การเปลี่ยนแปลง ตำแหน่งผู้เล่น วันนี้ กำลังสะท้อนให้ได้ว่ารัฐบาลใหม่ “อนุทิน 2” นั้นกำลังเจอกับแรงเสียดทานหนักหนาสาหัสแค่ไหน จนถึงขั้นที่ นายกฯอนุทิน เองยังไม่อาจฝืนได้
ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยมีเสียเรียกร้องจาก “คนนอก” ให้เปลี่ยนตัว จากพิพัฒน์ ไปเป็นเอกนิติ เพื่อลบครหา ว่าด้วยผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ทุกอย่างยังคงเดินหน้ามาจนถึงนาทีสุดท้าย เมื่อพิพัฒน์ ต้องเป็นฝ่าย “ประกาศด้วยตัวเอง” ว่า เขาไม่ไหวแล้ว !
แน่นอนว่า การตัดสินใจของพิพัฒน์ และนายกฯอนุทิน มีขึ้นก่อนถึงวันนำแถลงนโยบายรัฐบาล ต่อรัฐสภา ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 9-10 เม.ย.นี้ น่าจะสามารถลดแรงปะทะ เลี่ยงแรงเสียดทาน ที่จะเกิดขึ้นกลางสภาฯ ได้อย่างหวุดหวิด
รวมทั้งยังช่วยพยุงรัฐบาลใหม่ “อนุทิน 2” ไม่ให้ช้ำไปกว่านี้ เพราะโอกาสที่ “ฝ่ายค้าน” โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศแล้วว่า เป็นห่วงเรื่องบทบาท การทำงานของพิพัฒน์ ที่เต็มไปด้วยเสียงทักท้วง
แต่เมื่อ ทั้งพิพัฒน์และนายกฯอนุทินตัดสินใจ เปลี่ยนตัวเล่น เท่ากับว่าได้ “ถอดสลัก” ลดข้อหาใหญ่ ว่าด้วยความไม่โปร่งใสไปแล้วเปลาะหนึ่ง !







