คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย
แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าขณะนี้ “สงครามอิหร่าน” หรือ “สงครามทรัมป์” จะผ่านไปเข้าสู่สัปดาห์ที่สี่แล้ว แต่ดูเหมือนว่าการที่ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” เคยออกมาป่าวประกาศแบบมั่นอกมั่นใจว่า “สงครามกำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว” ทั้งนี้ถึงแม้ว่า “อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี” ผู้นำสูงสุดและบุคคลสำคัญๆ ในรัฐบาลของอิหร่านจะถูกสังหารไปเป็นจำนวนมากแล้วก็ตาม แต่แทนที่อิหร่านจะยอมแพ้ พวกเขากลับผนึกพลังต่อสู้อย่างเหนียวแน่น
โดยเป้าหมายหลักที่ประธานาธิบดีทรัมป์วาดฝันเอาไว้ก็คือ หลังจากที่บรรดาผู้นำและบุคคลสำคัญๆ ของอิหร่านถูกปลิดชีพลงแล้ว โครงการนิวเคลียร์ก็คงจะล้มเลิกไป และอิหร่านคงจะประกาศยอมแพ้!!! อีกทั้งประธานาธิบดีทรัมป์ยังประเมินแบบคิดเองเออเองอีกว่า ชาวอิหร่านที่เคยต่อต้านรัฐบาลเดิมคงจะออกมาร่วมกับกองกำลังทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอล แต่กลับปรากฏว่า ความฝันของเขากลับมิได้เป็นไปตามความคาดหมายแต่อย่างใด
และถึง "เกาะคาร์ก" จะเป็นเพียงเกาะเล็กๆ ของอิหร่าน แต่ขณะนี้กำลังถูกจับตามองจากทั่วโลก สืบเนื่องมาจากเกาะแห่งนี้นับเป็นเส้นเลือด เป็นแหล่งรายได้ของอิหร่าน และยังเป็นศูนย์กลางของการส่งน้ำมันไปทั่วโลก และเป็นที่แน่นอนว่า เมื่อสงครามเกิดขึ้นและในเมื่อน้ำมันเชื้อเพลิงของอิหร่านเกือบทั้งหมดส่งออกจากเกาะแห่งนี้ ก็อาจจะเขย่าตลาดพลังงานโลกได้ในทันที หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ราคาน้ำมันจะพุ่งทะยานแพงขึ้นเป็นอย่างมาก
ทั้งนี้สหรัฐฯ ได้ทำการโจมตีเกาะคาร์กไปเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2026 ซึ่งปรากฏให้เห็นได้อย่างเด่นชัดว่า ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นถึง 40% ตกอยู่ที่ 103 ดอลลาร์ต่อหนึ่งบาร์เรลเลยทีเดียว ในเมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเยี่ยงนี้ ประเด็นร้อนๆ ทางการเมืองจึงเกิดขึ้นในรัฐบาลของสหรัฐฯ ในทันที แต่กลับปรากฏว่าประธานาธิบดีทรัมป์ออกมากล่าวกับชาวอเมริกันว่า “ไม่ต้องกังวลในเรื่องราคาน้ำมัน เพราะจะเป็นแค่เพียงชั่วคราว”
และถึงแม้ว่าชาวอเมริกันส่วนใหญ่ที่เป็นฐานเสียงของพรรครีพับลิกันจะออกมาสนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์เกี่ยวกับสงครามครั้งนี้ถึง 90% ก็ตาม แต่ก็ยังมีชาวอเมริกันที่เป็นฐานเสียงของพรรคเดโมแครต รวมถึงชาวอเมริกันที่มิได้สังกัดอยู่พรรคใดๆ ออกมาไม่เห็นด้วยและต่อต้านการที่สหรัฐฯ จะทำสงครามกับอิหร่านด้วยเช่นกัน โดย “วุฒิสมาชิกชัค ชูเมอร์” ผู้นำของพรรคเดโมแครต ได้ออกมากล่าวเตือนชาวอเมริกันว่า สงครามในครั้งนี้จะมีผลทำให้ค่าใช้จ่ายภายในครัวเรือนเพิ่มสูงมากขึ้น อีกทั้งจะสร้างความปั่นป่วนเกิดขึ้นภายในประเทศ และจะเพิ่มการคอร์รัปชันขึ้นมาอีกด้วย!!!
แต่ในทางกลับกันนักการเมืองในค่ายพรรครีพับลิกันที่ส่วนใหญ่สนับสนุนประธานาธิบดีทรัมป์ได้ออกมากล่าวว่า สงครามในครั้งนี้คือความจำเป็น ที่จะต้องทำเพื่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ อนึ่ง นักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งของพรรคเดโมแครต “ลีออน พาเนตตา” ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งอดีตผู้อำนวยการซีไอเอ และอดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ในยุคสมัยของ “ประธานาธิบดีบิล คลินตัน” และในยุคสมัยของ “ประธานาธิบดีบารัก โอบามา” ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “การที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ มีผลทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์หาทางออกในการแก้ไขสงครามอิหร่านไม่ได้ และมีผลทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น”
อย่างไรก็ตาม “ช่องแคบฮอร์มุซ” ถือเป็นจุดศูนย์กลางที่สำคัญทางด้านเศรษฐกิจโลกถึง 20% หรือประมาณ 20 ล้านบาร์เรลของน้ำมันเชื้อเพลิง โดยหนึ่งในสามของพลังงานด้านก๊าซธรรมชาติแต่ละวันจะต้องเดินทางผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซแทบทั้งสิ้น ช่องแคบฮอร์มุซ มีความยาว 104 ไมล์หรือประมาณ 167 กิโลเมตร และมีความกว้าง 21 ไมล์หรือ 33 กิโลเมตร ที่ถือว่าเป็นสายเลือดทางเศรษฐกิจของโลก แต่ขณะนี้กลับถูกอิหร่านปิดไม่ให้เรือสินค้าทั้งของสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงประเทศที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ เดินเรือสินค้าผ่านแทบทั้งสิ้น
นอกเหนือจากนั้นสงครามครั้งนี้ยังมีผลทำให้บรรดาสายการบินต่างๆ ในแถบตะวันออกกลาง ต้องหยุดชะงักธุรกิจลงอีกด้วย อีกทั้งประเทศต่างๆ ที่ถือเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ อาทิเช่น ซาอุดีอาระเบีย อิรัก กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก็โดนบุกถล่มโจมตีอีกด้วย โดยอิหร่านถือว่าประเทศเหล่านี้ก็เป็นศัตรูกับอิหร่านด้วยเช่นกัน เป็นที่สังเกตว่าขณะนี้ประธานาธิบดีทรัมป์ ยังไม่สามารถหาหนทางยุติสงครามในครั้งนี้ลงได้ จึงมีผลทำให้ชาวอเมริกันต้องเผชิญกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น จนมีชาวอเมริกันออกมาต่อต้านสงครามเพิ่มสูงขึ้น
อนึ่งประธานาธิบดีทรัมป์คงไม่เคยเรียนรู้ถึงความล้มเหลวในการที่รัสเซียทำสงครามกับอัฟกานิสถาน (เมื่อปี ค.ศ. 1979-1989) ซึ่งสงครามในครั้งนั้นที่ยาวนานติดต่อกว่าสิบปี รัสเซียไม่สามารถจะเอาชนะอัฟกานิพื้นที่ทำสงครามแบบกองโจรได้แต่อย่างใด จนรัสเซียต้องยอมแพ้เนื่องจากสงครามครั้งนั้นมีผลทำให้สภาวะทางเศรษฐกิจของรัสเซียต้องตกต่ำลง จนไม่สามารถทำสงครามต่อไปได้
อีกทั้งประธานาธิบดีทรัมป์คงมิได้เรียนรู้ถึงความเจ็บปวดที่เคยได้รับ เมื่อครั้งที่สหรัฐฯ พ่ายแพ้สงครามเวียดนามมาอย่างยับเยิน ที่สงครามครั้งนั้นดำเนินมาอย่างยาวนาน โดยทหารอเมริกันไม่คุ้นเคยกับภูมิประเทศ แถมสหรัฐฯ ไม่สามารถปรับตัวต่อสู้กับสงครามแบบกองโจรที่เรียกว่า “เวียดกง” ทั้งๆ ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ก็มีอาวุธที่เหนือกว่าด้วยซ้ำไป ทั้งนี้บทเรียนที่รัสเซียและสหรัฐฯ เคยพ่ายแพ้ต่อฝ่ายตรงข้ามที่สู้รบแบบสงครามกองโจรก็มีมาให้เห็นแล้ว ซึ่งสงครามที่สหรัฐฯ จับมือร่วมกับอิสราเอลต่อสู้กับอิหร่านในครั้งนี้ ก็อาจจะมีส่วนคล้ายคลึงกันหรืออาจจะมากกว่าสงครามเมื่อครั้งอดีตก็เป็นไปได้
และในเมื่อขณะนี้ประธานาธิบดีทรัมป์ยังไม่สามารถหาหนทางในการยุติสงครามลงได้ ก็ยิ่งสร้างความกดดันให้แก่เขาเป็นอย่างสูง จนเมื่อวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2026 นี้ เขาออกมาประกาศยื่นคำขาดต่ออิหร่าน โดยเขาเขียนโพสต์ลงในโซเชียลมีเดียของเขาว่า “หากอิหร่านไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซภายใน 48 ชั่วโมง สหรัฐฯ จะทำลายโรงงานผลิตไฟฟ้าทั่วทั้งอิหร่าน” โดยอิหร่านโต้สวนกลับในทันทีว่า “ขอให้สหรัฐฯ ทำตามคำที่ประกาศขู่เอาไว้ เพราะอิหร่านก็จะทำลายโรงงานผลิตไฟฟ้าในประเทศพันธมิตรต่างๆ ของสหรัฐฯ ที่ตั้งอยู่ในแถบตะวันออกกลางทันทีด้วยเช่นกัน”
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม 2026 นี้ “มาร์ค รุตเต” เลขาธิการขององค์การนาโต ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวช่องฟอกซ์นิวส์ว่า “ชาติพันธมิตรในองค์การนาโตจะใช้การเจรจาทางการทูต เพื่อหาหนทางเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งหนึ่งให้จงได้” โดยเลขาธิการท่านนี้ยังเอ่ยปากวิพากษ์วิจารณ์ต่อการกระทำของประธานาธิบดีทรัมป์อย่างรุนแรงอีกด้วย!!!
กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นสงครามในครั้งนี้ พวกเรายังไม่สามารถรับรู้กันได้ว่า “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” หรือผู้นำของอิหร่าน ฝ่ายไหนจะเป็นฝ่ายขู่ หรือฝ่ายไหนจะเป็นฝ่ายเกทับบลัฟแหลกกันแน่ นับเป็นการวัดใจของทั้งสองฝ่าย และในขณะเดียวกันเราจะต้องจับตาเฝ้าดูและเฝ้าเงี่ยหูฟังว่า คำพูดของ “มาร์ค รุตเต” เลขาธิการของ “องค์การนาโต” น่าเชื่อถือและน่าไว้วางใจมากน้อยเพียงใด ที่จะมีผลทำให้สงครามอิหร่านในครั้งนี้สงบลง แบบไม่บานปลายจนปลายบานไปมากกว่านี้ละครับ
#สงครามอิหร่าน #ทรัมป์ #ราคาน้ำมัน #เศรษฐกิจโลก #ตะวันออกกลาง #ฮอร์มุซ #ข่าวต่างประเทศ #วิกฤตโลก #siamrathonline







