คนโลกสวย / ทวี สุรฤทธิกุล
“การปรับตัว” คือธรรมชาติในการอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิต ปรับดีก็เกิด “เอกลักษณ์” ปรับไม่ดีก็ “กลายพันธุ์” และปรับไม่ได้ก็ “สูญพันธุ์”
ในวิชารัฐศาสตร์ มีแนวการศึกษาแนวทางหนึ่ง เรียกว่า “ชีววิทยาการเมือง” (Biopolitics) เป็นวิชาที่เริ่มศึกษากันมาในยุคทศวรรษปี 1970 เน้นศึกษา “รัฐกับการจัดการชีวิตผู้คน” ดังคำกล่าวของนักรัฐศาสตร์ในแนวทางนี้ที่กล่าวว่า “อำนาจทำให้มีชีวิตและจัดการชีวิต” โดยที่รัฐเป็นผู้ใช้อำนาจเพื่อเป้าหมายในการควบคุมชีวิตผู้ใต้ปกครอง ถ้าในระบอบเผด็จการรัฐก็จะเป็นผู้ควบคุมและจัดการเอง ส่วนในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนหรือผู้เลือกตั้งก็จะมอบอำนาจให้แก่รัฐหรือผู้ปกครองนั้นไปทำหน้าที่ต่าง ๆ ตามที่กฎหมายได้กำหนดไว้ โดยกฎหมายทั้งหลายเหล่านั้นก็บัญญัติโดยตัวแทนของประชาชนนั่นเอง
ต่อมาได้มีการนำแนวคิดของชาร์ลส์ ดาร์วิน นักวิทยาศาสตร์ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 เจ้าของทฤษฎีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ที่กล่าวว่า “สิ่งมีชีวิตเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ด้วยการแข่งขันเพื่อความอยู่รอด (struggle for existence) ผ่านกระบวนการการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (natural selection)” โดยพูดถึงแนวคิดมนุษย์ “พันธุ์ที่ดี แข็งแกร่ง และเหนือกว่า” คือผู้ที่จะปกครองโลกต่อไป อย่างเช่น แนวคิดของฮิตเลอร์ที่ยกย่อง “คนเยอรมัน” ว่าคือ “ยอดอารยะของมนุษย์” เป็นมนุษย์พันธุ์บริสุทธิ์ (เลือดแท้) ฉลาด แข็งแรงที่สุด และ “ดีที่สุด” ในขณะที่คนเชื้อชาติอื่น เป็นพวกเลือดผสม ด้อยกว่า อ่อนแอ และ “เลวกว่า” ทั้งนี้เมื่อพรรคนาซีของฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำนาจใน ค.ศ. 1933 จนถึง ค.ศ. 1944 ก่อนที่สงครามโลกครั้งที่ 2 จะสิ้นสุด (ใน ค.ศ. 1945) มีการสั่งฆ่าคนเชื้อชาติต่าง ๆ ที่ไม่ใช่ “เยอรมันเลือดแท้” ไปถึง 11 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นชาวยิวถึงกว่า 6 ล้านคน เรียกว่า “The Holocaust” หรือ “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”
ที่ผู้เขียนเล่าถึงเรื่องชีววิทยาการเมืองและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นี้ขึ้นมา ก็เพราะเป็นห่วงแนวคิดเรื่อง “คลั่งชาติ” ของคนไทยบางกลุ่ม ที่ตอนแรกผู้เขียนคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่พออ่านไลน์ของกลุ่มเพื่อนและกลุ่มสังคมอื่น ๆ (โดยเฉพาะพวกกลุ่มรักชาติและพวกนิยมธรรมะ) ก็เห็นแชร์เรื่องคนชาติต่าง ๆ ที่เข้ามา “ยึดครอง” ในหลาย ๆ พื้นที่ในประเทศไทย พร้อมมีความเห็นหรือคอมเมนต์ต่าง ๆ ที่ “น่ากลัว” ก็เลยต้องออกมา “ให้สติ” แก่ผู้คนบ้าง ถึงแม้ว่าสมัยนี้การแสดงความคิดเห็นในหน้าสื่อสาธารณะแบบหนังสือพิมพ์ (ที่ปัจจุบันก็เป็นออนไลน์ไปทั้งสิ้นแล้วนี้ ซึ่งก็ต้องปรับตัวมาเป็น “โซเชียลมีเดีย” ตามยุคสมัย) จะได้รับความสนใจน้อยกว่าพวกสื่อสังคมเฉพาะกลุ่มที่เรียกว่า “โซเชียลมีเดีย” ก็ดีกว่าจะเงียบเสียงเอาตัวรอด อย่างน้อยก็ลองเสี่ยงกับ “ทัวร์ลง” ในกรณีที่มีคนไม่พอใจ (ฮา ๆ)
ข่าวสารเกี่ยวกับต่างชาติที่กระจายกันอยู่ในโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ก็คือ คนต่างชาติพวกนี้จะมายึดครองเมืองไทย เริ่มต้นเมื่อหลายปีก่อนก็คือพวกคนจีน ที่กลัวกันมาก ๆ ก็คือพวก “จีนเทา” ที่มาประกอบอาชีพแฝงในทางชั่วร้าย ตั้งแต่ขายสินค้าไม่ได้คุณภาพ อาชญากรรมต่าง ๆ จนถึง “คอลเซ็นเตอร์” พอมาวันนี้ก็มีเรื่องคนอิสราเอล หรือ “ยิว” ที่เข้ามาฝังรากอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศไทย โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ เช่นที่ เกาะพะงัน และอำเภอปาย เป็นต้น ประมาณว่าคนยิวที่เข้ามา “อาศัยอยู่” ในพื้นที่เหล่านั้น น่าจะมีจำนวนเป็นแสน ๆ คน !
คนที่เรียนประวัติศาสตร์ไทยมาพอสมควร น่าจะพอทราบว่าชาวต่างชาติเข้ามาประเทศไทยเป็นจำนวนมากมาโดยตลอด โดยเฉพาะคนจีน ที่เข้ามาในประเทศไทยหลายระลอก ตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ โดยกระจายกันไปตามหัวเมืองชายทะเลเกือบทุกจังหวัดของประเทศไทย แล้วก็มาได้เมียเป็นคนไทย มีลูกมีหลานเป็น “เลือดผสม” ไปในทุกจังหวัด แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ทั้งยังช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เพราะคนจีนเก่งในทางค้าขายและมีความกตัญญูรู้คุณ จนถึงในสมัยรัชกาลที่ 6 ที่มีแนวคิดเรื่องการล้มฮ่องเต้ในจีน เรื่องการตั้งพรรคก๊กมินตั๋งเพื่อสถาปนาระบอบสาธารณรัฐ (ก๊กมินตั๋งแปลว่าสาธารณรัฐ) และการเกิดขึ้นของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชนชั้นนำของไทยถึงขั้น “ตระหนก” กลัวจีนจะก่อการบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศไทย จึงมีการต่อต้านจีน (ในหมู่ชนชั้นนำ) อยู่ช่วงหนึ่ง หรือในช่วงที่จีนเป็นคอมมิวนิสต์ ไทยก็ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตไปช่วงหนึ่ง พอถึงปี พ.ศ. 2518 ก็กลับมามีสัมพันธ์อันดีดังเดิม ถึงปัจจุบันนี้นอกจากปัญหาจีนเทาแล้ว คนไทยก็ไม่เคยกลัวภัยอันตรายอะไรจากคนจีนเลย แถมยังมองว่าจีนเป็น “มหามิตร” ที่แนบแน่น ตั้งแต่ระดับประมุขของประเทศลงมาจนถึงประชาชนทั่วไป
สำหรับคนต่างชาติอื่นที่คนไทยเคยกลัว เช่น พวกเปอร์เซีย ซึ่งก็คืออิหร่าน ก็เข้ามาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ก็มาช่วยรับราชการเป็นใหญ่เป็นโต ช่วยเหลือพระมหากษัตริย์ไทยเรื่อยมา โดยเฉพาะในการสร้างกรุงเทพฯ โดยขุนนางสกุลบุนนาค สมัยก่อนนั้นคนไทยเรียกแขกพวกนี้ว่า “ยักษ์มักกะสัน” เพราะตัวใหญ่และมีหนวดเคราน่ากลัว คนเหล่านี้จะถูก “กักกัน” ให้อยู่กันในพื้นที่ห่างไกล เช่นที่ทุ่งมักกะสันในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ หรือแถวบางกะปิ มีนบุรี หัวหมาก ในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่ก่อนพวกแขกเปอร์เซียก็เป็นมุสลิม พอมารับราชการก็ยอมเปลี่ยนมาเป็นศาสนาพุทธ ปัจจุบันนี้พวกคนในสกุลบุนนาคน่าจะนับถือศาสนาพุทธไปจนหมดแล้ว
ที่จริงคนไทยยังมีปัญหากับคนในเชื้อชาติอื่น ๆ อีกมาก ที่เราน่าจะเกลียดกลัวและ “แค้นในเส้นเลือด” มากที่สุดก็คือชาติอังกฤษและฝรั่งเศส ที่มารุกรานเอาดินแดนจากประเทศไทยไปเป็นจำนวนมาก แถมยังเอารัดเอาเปรียบในทางกฎหมายและการค้าอีกมาก ถึงขั้นเราเรียกว่าชาติทั้งสองนี้ได้เข้ามาสร้าง “สิทธิสภาพนอกอาณาเขต” คือไม่เคารพกฎหมายและอำนาจอธิปไตยของไทยอยู่ช่วงหนึ่ง โดยเฉพาะฝรั่งเศสที่ส่วนใหญ่จะเอาเปรียบและก่อกรรมทำเข็ญกับคนไทยมากกว่าอังกฤษ แต่มาถึงทุกวันนี้ก็ไม่ได้มีปัญหาต่อกัน และดูเหมือนจะรักกันมากขึ้น เพราะคนไทยใช้สินค้าของฝรั่งพวกนี้กันอย่างฟุ่มเฟือย (ฮา)
สำหรับชนชาติยิว เท่าที่นักสังคมวิทยาท่านศึกษา ท่านบอกว่าเป็นเพราะยิวไม่ค่อยปรับตัวในสถานการณ์และสภาพแวดล้อมที่รายรอบ เมื่อไปอยู่ที่ใดก็จำกัดตัวเองอยู่ในเฉพาะกลุ่มคนยิวด้วยกัน และโดยอาชีพของคนยิวที่ชำนาญการค้าขายและการเงิน ก็ทำให้ต้องเอารัดเอาเปรียบคนอยู่เป็นปกติ และยิ่งเป็นคนที่ไม่ค่อยใจกว้าง ขาดการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทำให้เป็นที่รังเกียจของชาติเจ้าของพื้นที่ที่ไปอยู่ สำหรับที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยเวลานี้ก็ยังไม่ได้ก่อปัญหาอะไรแบบ “จีนเทา” หรือ “แขกโกง” เพียงแต่อาจจะไม่ค่อยออกมาคบหาสมาคมกับคนไทยภายนอก เลยทำให้คนไทยในพื้นที่ “คิดไปต่าง ๆ นานา” จนถึงขั้นหวาดกลัวคนยิวเหล่านั้น
ผู้เขียนเชื่อว่าด้วย “พลังความเอื้อเฟื้อ” อันเป็น “เอกลักษณ์” ของคนไทย น่าจะทำให้เป็นที่นิยมของคนชาติต่าง ๆ ที่เข้ามาอาศัยในแผ่นดินนี้ แต่ก็ต้องอาศัย “พลังในการปรับตัว” ที่แต่ละชนชาติเหล่านั้นจะทำได้ เพราะคนไทยพร้อมที่จะรับและปรับตัวเข้ากับคนทุกเชื้อชาตินั้นอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าอย่ามา “ทำชั่ว” หรือ “แอบทำลึกลับ” ให้คนไทยกลัวก็แล้วกัน แล้วท่านก็จะไม่ “สูญพันธุ์” และได้ “เจริญพันธุ์” เจริญเติบโตในแผ่นดินไทยนี้ต่อไป
วันก่อนดูข่าวพระราชกรณียกิจ ที่พระเจ้าอยู่หัวกับพระราชินีของเราเสด็จเยือนประเทศสาธารณรัฐประชาชนลาวแล้วก็ “แสนชื่นใจ” ที่ได้เห็นว่าคนลาวรู้สึกตื่นเต้นและดีใจมากที่ได้เห็นพระมหากษัตริย์ของไทย สมัยหนึ่งเราเรียกคนไทย (กับคนลาว) ว่า “อ้ายน้อง” ซึ่งคนลาวไม่ชอบ แต่มาวันนี้เมื่อปรับตัวเป็น “เพื่อน” ในระดับที่เท่าเทียมกันแล้ว คนลาวก็ดูเหมือนจะมีความสุขและน่าจะเป็น “เพื่อนที่ดี” ของไทยตลอดไป
แต่บางชาติที่ทำตัวเป็น “นักเลงโตแห่งโลก” คงจะอยู่ลำบาก เพราะคาดว่าจะเป็น “บักขี้โม้” เก่งแต่ปาก เอาชนะใครไม่ได้ ที่ที่สุดก็จะแพ้ย่อยยับ เพราะไม่ยอมปรับตัวให้ใคร ๆ ยอมรับนั่นเอง








