เดือดกว่าอากาศหน้าร้อน ก็คงไม่พ้น ความรู้สึกโมโห เกรี้ยวกราด ที่ประชาชนมีต่อ “รัฐบาลรักษาการ” ของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” อีกแล้ว !!
หลังจากที่มีการประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิด กลางดึกของเมื่อวันที่ 25 มี.ค.69 ที่ผ่านมา พุ่งพรวดเป็นลิตรละ 6 บาท นับจากนาทีนั้นเป็นต้นมา ได้เกิดปฏิกิริยาในทางลบต่อรัฐบาลและนายกฯอย่างรุนแรง
การประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันลิตรละ 6 บาทได้กลายเป็นการสร้างปัญหา ต่อประชาชนทันที เพราะนี่คือภาระที่ต้องแบกรับ ในยามที่ภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง ยังไม่นับสินค้าที่จ่อขึ้นราคา ในเร็วๆนี้ แม้ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ จะประกาศมาตรการควบคุมสินค้าบางรายการที่จำเป็นแล้วก็ตาม
วันนี้ “พรชัย จิรกุลไพศาล” ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แถลงชี้แจงการประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันลิตรละ 6 บาท กลางดึกเมื่อคืนวันที่ 25 มี.ค.ว่า ด้วยสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ซึ่งยังไม่มีท่าทีจะยุติลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกมีการปรับตัวสูงมากขึ้น ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงขาดสภาพคล่องทำให้ติดลบมากขึ้น จนถึงปัจจุบันที่คำนวณเอาไว้ กว่า 3.5 หมื่นล้านบาทแล้ว
ทำให้คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้ข้อสรุปว่าต้องมีการปรับลดการชดเชยในกลุ่มน้ำมันดีเซลและเบนซิน เพื่อรักษาเสถียรภาพกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมทั้งยังย้ำว่า การปรับราคาน้ำมันครั้งนี้ ไม่มี “ผู้ค้าน้ำมัน” รายใดได้ประโยชน์ หรือ “กักตุน” เอาไว้เพื่อนำออกมาขายฟันกำไร อย่างแน่นอน
ขณะที่เช้าวันนี้นายกฯอนุทิน เองขับรถยนต์ไฟฟ้า เข้าทำเนียบฯ พร้อมทั้งเรียกประชุมครม.นัดพิเศษ ก่อนที่จะเคาะมาตราเยียวยาช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ 7 มาตรการ และแน่นอนว่า นายกฯเลี่ยงที่จะให้สัมภาษณ์ต่อสื่อ เพราะน่าจะประเมินได้ไม่ยากว่า จะโดนสื่อจี้ถามเรื่องดอดขึ้นราคาน้ำมันกลางดึก
ในความเป็นจริงแล้ว ปัญหาใหญ่สำหรับ นายกฯอนุทิน และรัฐบาลรักษาการเวลานี้ คือ ความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีให้นั้นลดฮวบลงทันที ขณะเดียวกันยังประชาชนยังมีคำถามว่า วันนี้รัฐบาล “ยืนอยู่ข้างใคร ? ” ระหว่าง ประชาชนกับ “ผู้ค้า” และ “โรงกลั่นน้ำมัน”
สิ่งที่นายกฯอนุทิน และพรรคภูมิใจไทย กำลังแบกรับ คือ “ความคาดหวัง”ที่เคยมีมาก่อนการเลือกตั้ง แต่เมื่อ ณ เวลานี้ การตั้งรัฐบาลใหม่ ที่หวังจะได้ใช้ “อำนาจเต็ม” กำลังเดินหน้าไปนั้น ปรากฏว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือความไม่เชื่อมั่น ที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลรักษาการ
ซึ่งแน่นอนว่าจากนี้ไม่ว่า “รัฐบาลใหม่” จะมี “หน้าตา” อย่างไร ย่อมไม่สามารถสร้างเครดิต ให้เกิดขึ้น หากที่สุดแล้ว ประชาชน ยังไม่ได้สัมผัส “ความรวย” ชนิดที่ต้องร้องขอชีวิต เหมือนกับที่ อนุทิน เคยประกาศเอาไว้
และที่ว่า “รวย จนทนไม่ไหว” นั้น ประชาชน กำลังตั้งคำถามว่า นายกฯอนุทิน หมายถึงใคร แต่คงไม่ใช่ “ประชาชน” แล้วหรือเปล่า !?








