หากเรามองย้อนกลับไปในช่วงที่ผ่านมา ภาพป้าย "น้ำมันหมด" ที่แขวนอยู่ตามปั๊มน้ำมันทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่เรื่องของความขัดข้องทางเทคนิค แต่มันคือสัญญาณเตือนภัยของ "กลไกตลาดที่พังทลาย" และเมื่อรัฐบาลตัดสินใจใช้ "ยาแรง" ด้วยการประกาศลอยตัวราคาน้ำมันรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร เมื่อคืนวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา คำถามที่สังคมต้องขบคิดร่วมกันคือ นี่คือการแก้ปัญหาที่ถูกจุด หรือกำลังเปลี่ยนผ่านวิกฤตหนึ่ง... ไปสู่อีกวิบัติหนึ่งกันแน่ ?
1. ป้าย "น้ำมันหมด" ภาพลวงตาจากกลไกที่บิดเบี้ยว
ก่อนที่ราคาน้ำมันจะพุ่งทะยาน ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนน้ำมันดิบหรือไร้ศักยภาพในการกลั่น แต่การที่รัฐบาลใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปอุ้มราคาจนต่ำกว่าความเป็นจริงของตลาดโลก ได้สร้างรอยรั่วขนาดใหญ่ในระบบเศรษฐกิจ
(1) พฤติกรรมกักตุน และคอขวดโลจิสติกส์ : เมื่อประชาชนรู้ว่าของถูกมีจำกัด การแห่เติมน้ำมันจนล้นถังทำให้ความต้องการพุ่งทะลุขีดจำกัดของรอบรถบรรทุกขนส่ง น้ำมันมีอยู่ในคลัง แต่กระจายไปหน้าหัวจ่ายไม่ทัน
(2) การกั๊กซัพพลายจากต้นทางและจ๊อบเบอร์ : เมื่อมีสัญญาณว่าราคาจะขึ้น คลังน้ำมันใหญ่จะจำกัดโควตาการจ่ายของให้ปั๊มทันที ในขณะที่ "จ๊อบเบอร์" (ผู้ค้าคนกลาง) ก็อาจฉวยโอกาสกักเก็บน้ำมันที่กักตุนไว้รอฟันกำไร ปั๊มน้ำมันจึงสั่งของมาเติมไม่ได้ ส่งผลให้ประชาชนกลายเป็นผู้รับเคราะห์
(3) การสูบเลือดของ "ไอ้โม่ง" : นี่คือมะเร็งร้ายที่แท้จริง ช่องว่างของราคา ดึงดูดให้เกิดขบวนการกว้านซื้อน้ำมันไปตุนเก็งกำไร กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่หันมาแย่งเติมน้ำมันหน้าปั๊มแทนการซื้อราคาส่ง ไปจนถึงขบวนการลักลอบนำน้ำมันถูกของไทยข้ามไปขายทำกำไรในประเทศเพื่อนบ้าน กลายเป็นว่า "คนไทยจ่ายเงินกองทุนฯ เพื่ออุดหนุนน้ำมันให้ประเทศอื่นใช้"
2. ยาแรง 6 บาท ห้ามเลือดกองทุนฯ แต่ช็อกคนไข้
การตัดสินใจปรับขึ้นราคาพรวดเดียว 6 บาทต่อลิตรของรัฐบาลอนุทิน หากมองในเชิงกลไกโครงสร้าง นี่คือการ "แก้ปัญหาที่ถูกจุด" ในการตัดท่อน้ำเลี้ยงของบรรดาไอ้โม่ง เมื่อราคาในประเทศขยับเข้าใกล้ตลาดโลก แรงจูงใจในการลักลอบและการกักตุนจะสลายตัวไปทันที กองทุนน้ำมันฯ ที่กำลังอาการหนัก ก็ได้รับการห้ามเลือด ปัญหาป้าย "น้ำมันหมด" หน้าปั๊มจะค่อยๆ หายไป ซัพพลายจะกลับมาเดินตามปกติ
แต่ในมิติของการบริหารจัดการ นี่คือ “การรักษาแบบกระชากความรู้สึก ที่รุนแรงเกินไป” โดยไม่มีการส่งสัญญาณล่วงหน้า หรือการทยอยปรับราคาขึ้นเป็นขั้นบันได ได้สร้างความโกลาหลระดับชาติ ภาพรถติดยาวเหยียดรอคิวเติมน้ำมันข้าม คืนคือหลักฐานของความตื่นตระหนกของประชาชน
3. พลิก “วิกฤต” พลังงาน สู่ "วิบัติ" ทางเศรษฐกิจปากท้อง?
วิกฤตไม่ได้หายไปไหน มันแค่ย้ายที่อยู่ จากที่เคยเป็น "วิกฤตการขาดแคลนหน้าปั๊ม" ตอนนี้มันกำลังลุกลามกลายเป็น "วิกฤตค่าครองชีพ" ในกระเป๋าสตางค์ของประชาชน
(1) คลื่นเงินเฟ้อระลอกใหม่ : ต้นทุนการขนส่งของทั้งประเทศถูกกระชากขึ้นทันที สินค้าอุปโภคบริโภค อาหารสด และวัสดุก่อสร้าง จะทยอยปรับราคาสูงขึ้นตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
(2) การหดตัวของกำลังซื้อ : ประชาชนต้องเจียดรายได้ที่มีเท่าเดิม ไปจ่ายค่าเดินทางและค่าครองชีพที่แพงขึ้น ส่งผลให้การบริโภคในภาคส่วนอื่นๆ ชะลอตัวลง เศรษฐกิจฐานรากจะยิ่งฝืดเคือง
(3) ผู้รับเคราะห์คือ "คนหาเช้ากินค่ำ" : กลุ่มไรเดอร์ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง แท็กซี่ รถบรรทุก และเกษตรกร คือแนวหน้าที่ต้องรับแรงกระแทกนี้เต็มๆ โดยที่พวกเขาไม่มีอำนาจในการปรับขึ้นค่าแรงหรือราคาสินค้าของตัวเองได้ทันท่วงที
การแก้ปัญหาน้ำมันของรัฐบาลในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงการแก้ปัญหาแบบ "ปะผุ" ตัดสินใจแก้โจทย์ซัพพลายที่ปลายเหตุ เมื่อแบกรับไม่ไหวก็ปล่อยลอยตัวแบบกระชาก แม้รัฐบาลจะสามารถแก้ปัญหาการบิดเบือนกลไกตลาดและหยุดยั้งขบวนการสูบน้ำมันเถื่อนได้ แต่ราคาที่ต้องจ่ายคือเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประชาชนทั้งประเทศ
คำถามที่รัฐบาลต้องตอบต่อไปไม่ใช่แค่เรื่องราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่คือ "มาตรการรองรับคลื่นกระแทกทางเศรษฐกิจ" หลังจากนี้ต่างหาก ว่าได้เตรียมการช่วยเหลือแบบเฉพาะกลุ่มไว้ดีพอแล้วหรือไม่ หรือสุดท้ายแล้ว การห้ามเลือดในครั้งนี้ จะนำไปสู่ภาวะช็อกจนเศรษฐกิจไทยต้องเข้าห้องไอซียูแทน?
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม
#น้ำมันแพง #คนกรุง #ประหยัดเงิน #ขนส่งสาธารณะ #รถเมล์ #BTS #MRT #ViaBus #ค่าเดินทาง #เศรษฐกิจยุคแพง #siamrathonline








