หลายฝ่ายเริ่มเห็นว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านกำลังก้าวสู่ "ทางตัน" หรือ "เส้นทางที่แคบลง" โดยเฉพาะกับตัวสหรัฐเอง
แม้ทรัมป์จะส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการลดระดับการโจมตี แต่อีกด้านกลับมีการเสริมกำลังทหารและเรือรบเข้าสู่ตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง โดยรายงานระบุว่ามีการส่งกำลังนาวิกโยธินเพิ่มประมาณ 2,500 นาย พร้อมหมู่เรือสะเทินน้ำสะเทินบก ยูเอสเอส บ็อกเซอร์ (USS Boxer) และหน่วยรบนาวิกโยธินที่ 11 ซึ่งเป็นการสมทบกับกำลังพลอีก 2,500 นายจากหน่วยรบนาวิกโยธินที่ 31 ที่เคลื่อนย้ายจากญี่ปุ่นมายังภูมิภาคก่อนหน้านี้ด้วยเรือยูเอสเอส ตริโปลี (USS Tripoli)
แผนการทางทหารที่เพนตากอนจัดเตรียมไว้ ครอบคลุมปฏิบัติการภาคพื้นดินเพื่อยึดครองหรือปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซและเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการส่งออกน้ำมันของอิหร่านถึงร้อยละ 90 อย่างไรก็ตาม ความพยายามเหล่านี้ถูกมองว่าเป็นเพียงความต้องการเรียกคืนอำนาจการควบคุมในสภาวะที่พันธมิตรของสหรัฐฯ ไม่สามารถปรับเปลี่ยนดุลอำนาจในสนามรบได้อย่างเด็ดขาด อีกทั้งการที่ฐานทัพสหรัฐฯ ถูกโจมตีจนมีทหารเสียชีวิตและทรัพย์สินเสียหายมูลค่านับพันล้านดอลลาร์ใน 17 จุดทัพหลัก ยิ่งกลายเป็นภาระทางยุทธศาสตร์ที่หนักอึ้ง
รอยร้าวระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มปรากฏชัดท่ามกลางฉากหน้าของความเป็นเอกภาพ เมื่ออิสราเอลตัดสินใจโจมตีแหล่งก๊าซธรรมชาติเซาท์พาร์ส (South Pars) ในอ่าวเปอร์เซียโดยไม่แจ้งให้วอชิงตันทราบล่วงหน้า จนทรัมป์ต้องออกมาระบุว่าสหรัฐฯ ไม่รู้เห็นกับปฏิบัติการครั้งนี้และสั่งห้ามไม่ให้อิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซดังกล่าวซ้ำอีก
ความขัดแย้งนี้สะท้อนให้เห็นถึง "เป้าหมายที่แตกต่าง" ระหว่างสองพันธมิตร โดยอิสราเอลเน้นการทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญเพื่อบั่นทอนขีดความสามารถของอิหร่านในระยะยาว แต่อเมริกาเลือกที่จะระมัดระวังมากกว่า เพราะกังวลว่าการทำลายแหล่งพลังงานจะจุดชนวนสงครามภูมิภาคที่ขยายตัวจนควบคุมไม่ได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดพลังงานโลกและผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เอง
นอกจากแรงกดดันด้านยุทธศาสตร์ ปัจจัยภายในประเทศยังเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยผลสำรวจจาก CNN พบว่าชาวอเมริกันถึงร้อยละ 59 ไม่เห็นด้วยกับสงครามครั้งนี้ เช่นเดียวกับโพลของ Reuters/Ipsos ยืนยันกระแสต่อต้านที่พุ่งสูงขึ้นเนื่องจากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่ราคาภาษีน้ำมันโลกพุ่งแตะระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และค่าขนส่งทางเรือที่ทะยานสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนกำลังใกล้เข้ามาทุกที กระแสประชามติจึงกลายเป็นตัวแปรตัดสินว่าทรัมป์จะสามารถดำเนินสงครามต่อไปได้หรือไม่ ท่ามกลางเสียงทัดทานจากนานาชาติและพันธมิตรในยุโรปและอ่าวเปอร์เซียที่ต้องการเห็นการลดระดับความรุนแรงเพื่อรักษาเสถียรภาพของเส้นทางการค้าโลก
ท้ายที่สุด บทสรุปของความขัดแย้งนี้อาจไม่ใช่ชัยชนะแบบเด็ดขาด แต่อาจจบลงที่การควบคุมความขัดแย้งเป็นระยะ และการบรรลุข้อตกลงชั่วคราวบนเส้นทางที่ตีบตันของมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ซึ่งการกระโดดขึ้นไปขี่หลังเสือ แล้วลงมาอย่างสง่างามนั้น ยังเป็นภาพที่นึกไม่ออก








