ท่ามกลางกระแสกดดันและวิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการวิกฤตพลังงาน จากปัญหาสงครามในตะวันออกกลาง ทันทีหลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง "อนุทิน ชาญวีรกูล" เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 อย่างเป็นทางการ เขาก็ได้เซ็นคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 เพื่อยกระดับรับมือวิกฤตน้ำมันทันที
คำสั่งดังกล่าวไม่ใช่เพียงแค่กฎหมายควบคุมวิกฤตพลังงานธรรมดา แต่หากวิเคราะห์อย่างสังเคราะห์เนื้อใน "ลายเซ็น" ทางการเมืองนี้ สะท้อนศิลปะการใช้คนแบบ "เซียนเหนือเซียน" ของอนุทิน ที่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยต้องจารึกไว้ถึงชั้นเชิงการเปลี่ยน "ข้อครหา" ให้เป็น "เกราะกำบัง"
ประเด็นสำคัญคือการแต่งตั้ง พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, ปลัดกระทรวงมหาดไทย, ผบ.ตร., อธิบดีดีเอสไอ และอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายพิเศษนี้ โดยมีอำนาจเต็มในการติดตาม ตรวจสอบ และแต่งตั้งเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด
มาตรการบังคับใช้กำหนดให้โรงกลั่นน้ำมันและผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ต้องรายงานข้อมูลการผลิต ปริมาณครอบครอง และยอดจำหน่ายต่ออธิบดีกรมธุรกิจพลังงานทางอีเมลภายในเวลา 18.00 น. ของทุกวัน โดยเฉพาะผู้ค้าที่ไม่ใช่โรงกลั่น หากมีการขายน้ำมันให้ลูกค้ารายใดเกิน 3,000 ลิตรต่อครั้ง ต้องรายงานรายชื่อลูกค้าทันที เพื่อป้องกันการกักตุนและอำนวยความสะดวกในการตรวจสอบข้อมูลแบบเรียลไทม์ ซึ่งมาตรการทั้งหมดนี้เป็นการยกระดับการควบคุมสถานการณ์พลังงานภายใต้การกำกับดูแลของทีมเฉพาะกิจที่มีนายพิพัฒน์เป็นหัวขบวน เพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานนี้
ผู้คร่ำหวอดทางการเมืองตั้งข้อสังเกตกรณีนายกฯ มอบหมายให้ พิพัฒน์ รัชกิจประการ นำทัพพนักงานเจ้าหน้าที่ ทั้งตำรวจ-ดีเอสไอ-มหาดไทย ลุยตรวจสต็อกน้ำมันทั่วประเทศ! นี่คือการสะท้อนยุทธวิธี “หนามยอกเอาหนามบ่ง” เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าตระกูลรัชกิจประการคือสัญลักษณ์ของปั๊ม PT การให้ "เจ้าของปั๊ม" มาเป็นคน "ตรวจปั๊ม" และ "บี้โรงกลั่น" จึงกลายเป็นประเด็นที่สังคมกังขาว่าจะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้องหรือทำลายคู่แข่งหรือไม่
แม้ก่อนหน้านี้ “พิพัฒน์” จะชี้แจงว่า "ลาออกจากการบริหารมา 20 ปีแล้ว" และไม่มีอำนาจสั่งซื้อขายน้ำมันโดยตรง การมอบอำนาจให้ "พิพัฒน์" คือการตบหน้าทฤษฎี "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ในมุมหนึ่ง ด้วยทฤษฎี "ความเชี่ยวชาญ" ในโลกของการเมืองระดับเขี้ยวลากดิน "คนนอก" มักถูกหลอกด้วยตัวเลขสต็อกลมในบัญชี แต่สำหรับ "คนใน" ที่โตมากับกลิ่นน้ำมัน ไม่มีทางที่เล่ห์เหลี่ยมโรงกลั่นหรือยี่ปั๊วจะเล็ดลอดสายตาไปได้
อีกมุมหนึ่งก็เป็นการบีบให้ผู้ถูกกล่าวหาต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ด้วยผลงาน เป็นการเดิมพันที่สูงลิ่ว เพราะหากทำสำเร็จนั่นคือการ "ล้างมลทิน" ที่หมดจดที่สุด แต่หากล้มเหลวก็ต้องแสดงสปิริตทางการเมืองเพื่อรับผิดชอบ
หากย้อนกลับไปในช่วงฝุ่นตลบปลายปี 2568 เมื่อ "วรภัค ธันยาวงษ์” อดีต รมช.คลัง ถูกล้อมกรอบด้วยข้อกล่าวหาเรื่องเงินเทาจากกัมพูชา แทนที่ผู้นำพรรคจะสั่ง "ตัดตอน" เพื่อรักษาภาพลักษณ์ กลับเลือกเดินเกมหักปากกาเซียนด้วยการ "โยนจำเลยลงกลางสมรภูมิ" แต่งตั้งให้เขาเป็นหัวหอกปราบสแกมเมอร์และฟอกเงินเสียเอง ซึ่งจบเส้นทางด้วยการลาออก
กระนั้น กรณีของ “พิพัฒน์” กับ “วรภัค” อาจมีความสลับซับซ้อนและความแตกต่างกันในรายละเอียด หากแต่สะท้อนสไตล์ของ “อนุทิน” ที่ "ส่งคนของตนเข้าสู่ใจกลางพายุ" โดยมี "ผลประโยชน์ของชาติ" เป็นเดิมพัน และมี "ความอยู่รอดทางการเมือง" เป็นรางวัล
#น้ำมัน#อนุทิน #พิพัฒน์ #วิกฤตน้ำมัน #การเมืองไทย #พลังงาน








