คนโลกสวย / ทวี สุรฤทธิกุล
“ร่วมสมัย” แปลว่า อยู่ร่วมกันในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้มีประสบการณ์คล้ายๆ กัน เนื่องจากต้องเจอเหตุการณ์ต่างๆ คล้ายๆ กัน โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศหรือโลกใบเดียวกันนี้
แม่ของผู้เขียนเป็นคนชอบเล่าเรื่องเก่าๆ มาตั้งแต่สาวๆ แม่เข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ใน พ.ศ. 2493 ซึ่งสงครามโลกครั้งที่ 2 เพิ่งจบลงได้สัก 4 - 5 ปี ชีวิตก็ยังไม่ปกติสุขเท่าใดนัก ทุกบ้านยังคงต้องใช้จ่ายอย่างประหยัดเนื่องจากสินค้าขาดแคลน โดยเฉพาะสบู่กับผงซักฟอกและน้ำมันก๊าด บางทีต้องเอาขี้เถ้าในกองไฟมาผสมน้ำเพื่อแช่ผ้าแทนผงซักฟอก เอาใบไม้บางอย่างมาต้มน้ำอาบแทนสบู่ ส่วนน้ำมันก๊าดนั้นแพงมาก เพราะบ้านเรือนส่วนใหญ่ใช้จุดตะเกียงให้แสงสว่างในเวลาค่ำคืน แม้แต่ในพระนครก็ไม่ได้มีไฟฟ้าใช้ทุกบ้านทุกตำบล ซึ่งเมื่อครั้งก่อนสงครามโลกยังใช้กันอย่างฟุ่มเฟือย ครั้งนั้นท่านผู้นำมีนโยบายมาลานำไทย สร้างชาติให้ศิวิไลซ์ นอกจากจะส่งเสริมให้คนใส่รองเท้าและสวมหมวกแล้ว ในชุมชนตอนกลางคืนจะต้องมีการจุดตะเกียงเจ้าพายุ ให้หนุ่มสาวออกมา “รำโทน” ที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “รำวง” แต่พอน้ำมันก๊าดขาดแคลนกิจกรรมรำวงนี้ก็เลิกไป เพราะไม่มีน้ำมันก๊าดใส่ตะเกียงเจ้าพายุ
ผู้เขียนมาเจอวิกฤติความขาดแคลนครั้งแรกในชีวิตด้วยตัวเอง ก็คือใน พ.ศ. 2517 ที่เป็นประเด็นของความเห็นแก่ตัวของพวกพ่อค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ เริ่มจากประเทศกลุ่มชาติอาหรับที่เป็นเจ้าของบ่อน้ำมัน ได้รวมตัวกันตั้งขึ้นเป็นกลุ่มผูกขาดการค้าน้ำมัน เรียกย่อว่า “โอเปก” (OPEC) อ้างว่าเพื่อกำหนดมาตรฐานการค้าน้ำมัน ทำให้น้ำมันขึ้นราคาจากบาร์เรลละ 3 ดอลลาร์ เป็น 12 ดอลลาร์ หลายประเทศจึงแตกตื่น พากันกักตุนน้ำมันกันวุ่นวาย ในประเทศไทยตามปั๊มน้ำมันก็ประกาศว่าน้ำมันหมด มีการขายน้ำมันในตลาดมืด (สมัยนั้นเรียกว่า “หลังปั๊ม” คือต้องไปแอบเติมได้บางปั๊มเท่านั้น) แต่ที่ร้ายแรงมากกว่าก็คือการกักตุนอาหารรวมถึงข้าวสาร ถึงขั้นต้องไปเข้าแถว “ต่อคิว” ตามตลาดหรือสถานที่ราชการเพื่อซื้อข้าวสาร ผู้เขียนตอนนั้นอายุ 15 - 16 ปี เป็นวัยรุ่นกำลังรักสวยรักงาม แม่ให้ไปต่อคิวก็อายพวกสาวๆ ที่ผ่านไปมา ต้องหาหมวกแก๊ปใส่ปิดหน้าไว้ตลอด ทำอย่างนั้นอยู่หลายครั้งจนสถานการณ์คลี่คลายในเวลาไม่นาน สมัยนั้นเป็นรัฐบาลที่มีท่านอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ไปขอซื้อน้ำมัน “ราคามิตรภาพ” มาจากจีนได้จำนวนหนึ่ง ก็ทำให้ความตื่นตระหนกลดลงไป
วิกฤติความขาดแคลนน้ำมันยังมีมาอีกหลายครั้ง แต่ทุกครั้งก็คลี่คลายได้อย่างรวดเร็ว อย่างเช่น วิกฤติในครั้งสงครามยูเครนกับรัสเซียเมื่อ 4 ปีก่อน (และยังรบกันอยู่ถึงทุกวันนี้) ผู้คนทั่วโลกก็แตกตื่นเพราะเป็นดินแดนที่มีการผลิตน้ำมันอยู่เป็นจำนวนมากเหมือนกัน โดยเฉพาะระบบการส่งน้ำมันทางท่อ ก็กลัวว่าจะถูกทำลาย แต่เอาเข้าจริงทั้งสองประเทศก็ระมัดระวังไม่ให้สถานีขุดน้ำมัน โรงกลั่น และระบบท่อนี้ถูกทำลาย (ถ้ารบก็รบกันให้ห่างๆ พวกสถานที่เหล่านี้ว่างั้นเถอะ) เพราะต้องใช้เงินจากการขายน้ำมันมาทำสงครามกันต่อไปให้นานๆ (ฮา) หรือย้อนไปในคราวโควิด-19 ระบาด คนก็แตกตื่นกักตุนข้าวปลาอาหาร หยูกยา และน้ำมันเชื้อเพลิง ก็ทำให้น้ำมันราคาขึ้นสูงและขาดแคลนไปพักหนึ่ง (ในบางประเทศมีการขับไล่รัฐบาลที่แก้ไขปัญหาน้ำมันขาดแคลนนี้ไม่ได้ แต่ที่ประเทศไทยมีการร้องเรียนว่านักการเมืองมีการกักตุนหน้ากากอนามัยเสียนี่ ฮาๆ)
ครั้งนี้เกิดสงครามที่อิหร่าน ที่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลอ้างว่ามีการปกครองโดย “ระบอบอันตราย” แต่รบกันจริงๆ อยู่สัก 3 - 4 วัน ตอนนี้ก็ซาๆ ลง (แต่ในสื่อต่างๆ ก็ “รบกัน” ทำข่าวนี้แข่งกันอยู่อย่างครึกโครม คงไม่อยากให้จบเร็วๆ รวมถึงข่าวเขมรทำยั่วยุต่างๆ ตามชายแดนออกโซเชียล ก็ยังพอขายได้) ความจริงก็คืออิหร่านไม่ยอมเปิดเสรีทางการค้า เหมือนกับที่เมื่อต้นปีนี้ก็ไปจับประธานาธิบดีมาดูโรของเวเนซุเอลา แล้วอ้างว่าค้ายาเสพติดและเป็นอันตรายต่อประชาชนสหรัฐ ซึ่งความจริงก็เป็นเรื่องของการค้าขายน้ำมัน เพราะเวเนซุเอลาเป็นผู้ค้าน้ำมันที่มีน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก แต่ไม่ยอมให้สหรัฐเข้าไปมีส่วนการจัดการดูแล แต่ผ่านมาเดือนกว่าๆ นี้ สหรัฐก็ทำอะไรไม่ได้ รวมถึงนายมาดูโรที่ถูกจับและกำลังจะขึ้นศาลที่สหรัฐนั้น ก็คงจะต้องได้รับการปล่อยตัวหรือไม่ศาลก็ต้องยกฟ้อง (แล้วสหรัฐอเมริกาก็ต้องจ้องหา “ลูกแกะ” มารับการกระทืบด้วยบาทา “สนองตัณหา” ของโดนัลด์ ทรัมป์ นี้ต่อไป)
หันมาดูสถานการณ์วิกฤติน้ำมันในประเทศไทยในตอนนี้ ผู้เขียนอยากจะเรียกว่า “สถานการณ์กระต่ายใต้ต้นมะพร้าว” เพราะถ้าจะบอกว่าเป็นกระต่ายตื่นตูมก็ดูจะรุนแรงไป เพียงแต่เราเป็น “กระต่าย” ที่สัญชาตญาณของสัตว์พวกนี้ก็มีความตื่นเต้นอ่อนไหวได้ง่าย และพร้อมที่จะตกใจหรือ “ตื่นตูม” อยู่เป็นนิสัย ยิ่งมาอยู่ “ใต้ต้นมะพร้าว” หรือสถานการณ์ภายนอกรายรอบที่มีอันตรายมากๆ ของสังคมทุกวันนี้ พอได้ข่าวน่ากลัวอะไรขึ้นมา แม้แต่เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็เริ่มจะสั่นคลอนหวาดกลัว โดยที่กระต่ายก็เป็น “สัตว์ฝูง” เหมือนกับมนุษย์ เมื่อเริ่มกลัวตัวหนึ่งก็แพร่ขยายเชื่อมต่อกันเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นเมื่อมีตัวหนึ่งตกใจกลัวแล้วกระโดดหรือวิ่งออกมา ก็พากันกระโดดและวิ่งออกมาตามกัน
ผู้เขียนเป็นคนดูข่าวแบบ “มือติดรีโมท” คือเป็นคนดูข่าวแบบ “วับๆ แวมๆ” ชอบใช้รีโมทเปลี่ยนไปดูข่าวช่องโน้นช่องนี้สลับไปมา (ตามที่เพื่อนอาจารย์ด้านสื่อสารมวลชนสอนมาว่า การตรวจสอบข่าวสารที่ดีคือการเทียบเคียงข่าวสารหลายๆ ช่องทาง หรือหลายๆ สื่อ โดยเฉพาะทางสื่อหลักยุคนี้ ที่เหลือเฉพาะแค่ทีวีและอินเทอร์เน็ต เพราะสื่อโซเชียลมักจะเชื่อไม่ได้ เนื่องจากเป็นสื่อเฉพาะกลุ่มหรือเฉพาะบุคคลมากกว่า กระนั้นสื่อสาธารณะหรือสื่อมวลชนก็มีหลายแห่งที่ “อิงการเมือง” แต่ทั้งหมดนั้นยัง “อิงธุรกิจ” คือไม่ได้มีอิสระอย่างแท้จริง ก็ยังต้องพิจารณาแยกแยะให้ดีเช่นกัน) สังเกตข่าวการขาดแคลนน้ำมันว่า น่าจะเป็นแค่เรื่อง “กระต่ายใต้ต้นมะพร้าว” นั้น
ทีวีหลายช่องมีภาพรถชนิดต่างๆ จอดรอเป็นแถวในปั๊มน้ำมัน ถ้าดูให้ดีจะเห็นว่าน่าจะเป็นปั๊มเดียวกันกับของช่องอื่นๆ อีกหลายช่อง ทีนี้พอผู้สื่อข่าวยื่นไมค์เข้าไปถาม ก็ตอบอ้ำๆ อึ้งๆ ว่า เขาบอกว่าจะไม่มีน้ำมันขาย ก็เลยมาต่อคิวเติมไว้ นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวที่เก่งๆ พอมองเห็นรถบรรทุกบางคันขนสินค้าหรือพืชผักผลไม้มา ก็จะเข้าไปขอรายละเอียด บ้างก็มีคำถามนำว่า แล้วนี่พืชผักผลไม้จะไม่เสียหายหรือ ต้องมารอเติมน้ำมันนานๆ ถึงขั้นที่มีการเอาพืชผักผลไม้นั้นออกวางขายกลางปั๊มนั้นเลย หรือถ้าเปลี่ยนช่องกดรีโมทดูไปอีก ก็จะได้เห็น “หน้าเศร้าๆ” ของผู้ถูกสัมภาษณ์ในหลายๆ วงการ ที่เดือดร้อนในเรื่องที่ “ได้ยินมาว่าน้ำมันจะหมด” นี้ ซึ่งตอนนี้ก็ลุกลามเป็นว่ายังมีสินค้าต่างๆ ที่ขึ้นราคาไปแล้ว เช่น ข้าวแกงและก๋วยเตี๋ยว บ้างก็ว่าขึ้นไปแล้ว 5 บาท (ในข่าวไม่ได้ให้รายละเอียดว่าที่ร้านไหน ตรงไหน) รวมถึงค่ามอเตอร์ไซค์รับส่งคนในซอย (ซอยไหน แถวไหนก็ไม่รู้) และไรเดอร์ส่งสินค้า ก็มีขึ้นไปแล้วเช่นกัน
มีผู้สื่อข่าวช่องหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็น “ต้นตำรับในการทำข่าวเชิงดราม่า” ได้ไปสัมภาษณ์คู่สามีภรรยาอายุราว 40 กว่าๆ ที่ผู้สื่อข่าวเรียกว่า “คุณลุง คุณป้า” ว่ามาเข้าคิวเติมน้ำมันทำไม คุณลุงคนขับก็ตอบว่าก็มาเติมน้ำมันตามปกติ พอเห็นรถเยอะก็ต้องทำใจ เพราะคนคงแตกตื่นเรื่องน้ำมันขาดแคลนก็ต้องรอนานสักหน่อย สักพักคุณป้าที่นั่งข้างๆ ก็พูดแทรกขึ้นมาว่า เจอเหตุการณ์แบบนี้มาหลายครั้งแล้ว “ไม่นานก็จะซาไปเอง” (และผู้สื่อข่าวคนนี้ก็ยังพยายามถามต่อไปอีกเพื่อจะคาดคั้น “หาความเดือดร้อน” ของคุณลุงคุณป้านี้ให้ได้ แต่ก็ไม่ได้อะไร)
ในวิกฤติการณ์หนึ่งๆ แต่ละคนจะมีวิธีรับกับวิกฤติที่แตกต่างกัน แต่ที่ง่ายที่สุดคือการยอมรับในวิกฤตินั้นว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ ซึ่งก็จะต้องแก้ไขวิกฤตินั้นให้ได้ด้วยความอดทน ทั้งนี้บ่อยครั้งวิกฤติก็จะคลี่คลายสลายไปเอง
นี่แหละคือ “วิถีโลก วิถีชีวิต” คือมี “เกิดขึ้น เปลี่ยนแปลง และดับลง”







