หากพิจารณาจากสมการการเมืองหลังการเลือกตั้งปี 2569 เกมการต่อรองจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ถือเป็นมาสเตอร์พีซทางยุทธศาสตร์ของ "ครูใหญ่" แห่งพรรคภูมิใจไทย ที่สะท้อนสัจธรรมทางการเมืองที่ว่า “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร มีแต่ผลประโยชน์ที่ยั่งยืน” การพลิกแพลงสถานการณ์เปลี่ยน “พันธมิตร” ให้เป็น “พรรคฝ่ายคอย” กลับกลายเป็นการวางหมากซ้อนกลที่แยบยล
1. การประเมินภัยคุกคาม : เมื่อพันธมิตร คือคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุด
ในทางการเมือง พรรคที่มีฐานเสียงแบบ "อุดมการณ์" (เช่น พรรคประชาชน) มักจะขับเคี่ยวกันด้วยกระแส แต่พรรคที่มีฐานเสียงแบบ "บ้านใหญ่และเครือข่ายอุปถัมภ์" (ภูมิใจไทย, กล้าธรรม, เพื่อไทยบางส่วน) จะต้องขับเคี่ยวกันด้วย "ทรัพยากรและการจัดการพื้นที่"
การที่พรรคกล้าธรรมสามารถกวาด สส. ได้ถึง 58 เสียงตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งแรก และ ร.อ.ธรรมนัส เคลมตัวเลขรวมพรรคเล็กไปถึง 80 เสียง คือสัญญาณอันตรายสำหรับภูมิใจไทย เพราะหลายเขตเลือกตั้งของกล้าธรรมทับซ้อนกับภูมิใจไทย หากปล่อยให้กล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลและได้คุมกระทรวงเกรดเอ เท่ากับภูมิใจไทยกำลังติดอาวุธให้คู่แข่งเติบโตขึ้นมา แย่งชิงฐานเสียงของตนเองในการเลือกตั้งครั้งหน้า
2. ยุทธการตัดท่อน้ำเลี้ยง และสลายกำลังรบ
เมื่อประเมินแล้วว่า กล้าธรรมคือภัยคุกคาม ภูมิใจไทยจึงเดินเกมเร็วด้วยกลยุทธ์ดึงพรรคเล็ก และเพื่อไทยเข้าร่วมรัฐบาล
สลายอำนาจต่อรองของ ร.อ.ธรรมนัส : การชิงประกาศให้พรรคเล็กเข้ามารายงานตัวกับภูมิใจไทย เป็นการทลายตัวเลข "80 เสียง" ของกล้าธรรมให้เหลือเพียงตัวเลข สส. หลัก ทำให้อำนาจต่อรองของ “ร.อ.ธรรมนัส” ลดลงทันที
เพื่อไทยเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า : การดึงพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมรัฐบาล ไม่ใช่เพราะความพิศวาส แต่เป็นการเลือกจับมือกับพรรคที่อยู่ในช่วงพักฟื้น และมีความจำเป็นต้องเป็นรัฐบาลมากกว่า ทำให้ภูมิใจไทยมีอำนาจต่อรองเหนือกว่าอย่างเบ็ดเสร็จ
3. กล้าธรรมในสถานะ "พรรคฝ่ายคอย"
การถอยไปตั้งหลักของ ร.อ.ธรรมนัส เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องในเชิงยุทธวิธีภายใต้สถานการณ์ที่เป็นรอง พรรคการเมืองสไตล์บ้านใหญ่หากไม่ได้เป็นรัฐบาล ทรัพยากรในการหล่อเลี้ยงเครือข่ายจะหดหาย
การแสดงท่าทีแข็งกร้าวมีแต่จะทำให้ถูกโดดเดี่ยว การยอมกลืนเลือดและแสดงตนเป็น "พรรคฝ่ายคอย" ที่พร้อมเสียบร่วมรัฐบาลทุกเมื่อ คือการรักษาช่องทางเดียวที่จะกลับคืนสู่อำนาจได้ และเป็นการส่งสัญญาณถึงภูมิใจไทยว่า "เรายังคุยกันได้เสมอ"
4. ดุลยภาพแห่งความได้เปรียบ
การวางหมากกระดานนี้ ทำให้พรรคภูมิใจไทยกลายเป็นผู้คุมเกมอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าสถานการณ์จะออกหน้าไหน
กรณีเพื่อไทยยอมเป็นเด็กดี : หากพรรคเพื่อไทยไม่สร้างปัญหา รัฐบาลภูมิใจไทยก็จะเดินหน้าไปได้ยาวๆ ในขณะเดียวกัน พรรคกล้าธรรมที่ต้องอดอยากจากการเป็นฝ่ายค้าน จะเริ่มเกิดภาวะเลือดไหลออก สส. บ้านใหญ่หรือ "งูเห่า" จะเริ่มทนไม่ไหวและทยอยไหลเข้าสู่ร่มเงาของภูมิใจไทย ซึ่งมีทรัพยากรเพียบพร้อมกว่า เป็นการควบรวมกิจการคู่แข่งไปในตัว
กรณีเพื่อไทยออกฤทธิ์ : หากพรรคเพื่อไทยพยายามเล่นเกมต่อรองหนักข้อขึ้น ภูมิใจไทยก็มี "ไพ่ตาย" อยู่ในมือ นั่นคือพรรคกล้าธรรมที่รอเสียบ ภูมิใจไทยสามารถเขี่ยเพื่อไทยพ้นพรรคร่วมรัฐบาลได้ทันที โดยที่เสถียรภาพของรัฐบาลยังคงอยู่
ยุทธศาสตร์ "วางกล้าธรรมเป็นพรรคฝ่ายคอย สะกดเพื่อไทย" ของภูมิใจไทย ไม่ใช่แค่การชิงไหวชิงพริบเพื่อตั้งรัฐบาล แต่คือการมองข้ามช็อตไปถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไป เป็นการใช้โครงสร้างทางอำนาจบีบให้ “บ้านใหญ่” ของพรรคคู่แข่งวิ่งเข้าหา ในขณะเดียวกันก็มีกล้าธรรม “พรรคฝ่ายคอย” ไว้ขู่เพื่อไทย นับเป็นการวางหมากที่ซับซ้อน เลือดเย็น แต่ทรงประสิทธิภาพเป็นอย่างยิ่ง
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม
#ทองคำ #ราคาทอง #ดอลลาร์ #Fed #เศรษฐกิจโลก #สงครามตะวันออกกลาง #การลงทุน #วิเคราะห์ตลาด #siamrathonline








