ผู้การวิศรุฒน์
หากเป็นการแต่งตั้งโยกย้ายในห้วงที่ผ่านมา การที่ “แม่ทัพกอล์ฟ” พล.ท.สราวุธ ไชยสิทธิ์ แกนนำตท.28 ถูกย้ายจากแม่ทัพน้อย 1 เข้า บก.ทบ. ไปเป็นรองเสนาธิการทหารบก (รองเสธ.ทบ.) ทั้งๆ ที่ พล.ท.สราวุธ เป็นตัวเต็ง แม่ทัพภาค 1 คนต่อไป ก็มักจะต้องถูกมองว่า เกิดอุบัติการฟ้าผ่า กองทัพภาค 1 เลยทีเดียว เพราะเป็นการถูกเด้งออกนอกไลน์ หมดโอกาสที่จะเป็นแม่ทัพภาค 1 และ หมดโอกาสที่จะชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ.
ในขณะเดียวกัน กับที่ “รองแอ้ม” พล.ต.ณัฐเดช จันทรางศุ แกนนำ ตท.28 อีกคน ได้ขยับจากรองแม่ทัพภาค 1 ขึ้นเป็นแม่ทัพน้อย 1 ถือว่าเข้าไลน์ และจ่อที่จะขึ้นแม่ทัพภาค 1 คนต่อไป
แต่ทว่า การแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพลกลางปี 319 นายที่มีโปรดเกล้าฯ ประกาศเมื่อ 13 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมานั้น ไม่ใช่การแต่งตั้งโยกย้ายทั่วไป แต่เป็นการแต่งตั้งโยกย้ายในห้วงที่กำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ในเชิงโครงสร้างและภารกิจของกองทัพภาค 1 ที่เป็นกำลังรบ หลักของกองทัพบก เคยถูกมองว่าเป็นกองทัพภาคที่ใช้ในการปฏิวัติรัฐประหาร และเป็นกองทัพภาคที่มีอำนาจ เพราะในอดีต 80% ของแม่ทัพภาค1 มักจะได้ขึ้นเป็นผบ.ทบ. นอกนั้น ก็จะเป็นนายทหารที่มาจากสายรบพิเศษ
ในอดีตจึงมีการแข่งขันแย่งชิงเก้าอี้แม่ทัพภาค 1 กันจนเกิดตำนานเรื่องเล่าขาน เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด ฆ่าน้องฟ้องนายขายเพื่อน มาหลายยุคสมัย แล้ว เพราะการเป็นแม่ทัพภาค1 คือบันไดขั้นสำคัญ ที่จะก้าวไปสู่เก้าอี้ 5 เสือกองทัพบก และชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ. นั่นเอง
เก้าอี้ผบ.ทบ . นอกเหนือจากเป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพที่คุมกำลังทหารมากที่สุด เป็นเหล่าทัพที่ใหญ่ที่สุด แล้วยังเป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพ ที่มีโอกาสได้เป็นนายกรัฐมนตรี นั่นหมายถึงการเป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร และในอดีตมีผบ.ทบ. หลายคนที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีจากการรัฐประหารมาแล้ว
แต่จากนี้ไปคาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างและภารกิจของกองทัพภาค 1 ใหม่หลังจากที่เคยมีการปรับเปลี่ยนไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2566 โดยให้แม่ทัพภาค1ควบตำแหน่งผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ 904(ผบ.ฉก.ทม.รอ.904) แทนคนที่เป็นผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) โดยกลับมาสู่ยุคปกติคือผบ. ทบ. ไม่ต้องเป็นทหารคอแดง แต่จะมีแค่แม่ทัพภาค1 แม่ทัพน้อยที่ 1 และระดับรองแม่ทัพ และหน่วยใต้บังคับบัญชาที่เป็นทหารคอแดง ขึ้นตรงอยู่กับ ฉก.ทม.รอ.904
จากนั้นนายทหารชั้นนายพลคนใดที่ไม่ได้อยู่ในกองทัพภาค1 และ ฉก.ทม.รอ.904 ก็จะต้องปลดคอแดง คือไม่ต้องแต่งเครื่องแบบคอแดง และกลับมาสวมเครื่องแบบคอเขียวเช่นทหารบกทั่วไปตามปกติ ก่อนที่มีการจัดตั้ง ฉกทม.รอ.904 ในช่วงที่มีการเปลี่ยนรัชกาล
มาเวลานี้ กองทัพบกจึงต้องเตรียมตัวพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในส่วนของกองทัพภาค 1 ใหม่
โดยกองทัพภาค 1 จะทำหน้าที่ ในนาม ฉกทม.รอ.904 เป็นหลัก และคนที่ เป็นแม่ทัพภาค1 หรือ ผบ.ฉก.ทม.รอ.904 ก็จะเป็นตำแหน่งพิเศษ ที่จะจะนั่งได้นานกว่า 1 ปี เพื่อให้การทำหน้าที่ และการพัฒนาปรับปรุง ฉก.ทม.รอ.904 ทำอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นคนที่เป็นแม่ทัพภาค 1จะต้องไม่คาดหวังที่จะขึ้นเป็นห้าเสือกองทัพบกหรือเป็น ผบ.ทบ.
เช่นกรณีของ “แม่ทัพไก่” พล.ท.วรยศ เหลืองสุวรรณ ที่นั่งเป็นแม่ทัพภาค 1 มาตั้งแต่ ต.ค.2568 ส่อเค้าเขาว่า อาจจะนั่งมากกว่า1 ปี แม้ว่า หาก พล.ท.วรยส เติบโตตามเส้นทางเหล็กของคนที่เป็นแม่ทัพภาค 1 จะได้ขึ้นท่าเสือกองทัพบก และชิงเก้าอี้ผบ.ทบ. ก็ตาม
แต่สำหรับ พล.ท.วรยส นี้อาจมีสัญญาณบางประการ ทำให้รู้ว่าอาจจะต้องเสียสละ ในการทำหน้าที่แม่ทัพภาค 1 และ ผบ.ฉก.ทม.รอ.904 ต่อไป โดยมีอายุราชการถึงตุลาคม 2571 เพราะหากว่าโยกย้ายตุลาตุลาคม 2569 นี้ พล.ท.วรยส ยังไม่ขยับขึ้น 5 เสือกองทัพบก เพื่อติดยศพลเอก ก็ถือว่าจะหมดโอกาสในการชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ. ไปพร้อมกันด้วย
ดังนั้น “บิ๊กปู” พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. จึงต้องมีการขยับ พล.ท.สราวุธ เข้ากองบัญชาการกองทัพบกนั่งเก้าอี้ รองเสธ.ทบ. เทียบเท่าระดับแม่ทัพภาค ในการแต่งตั้งโยกย้าย กลางปีครั้งนี้เลย นั่นหมายถึงว่าพล.ท.สราวุธ ไม่จำเป็นต้องผ่านตำแหน่งแม่ทัพภาค 1 เพื่อขึ้นเป็น 5 เสือกองทัพบก และชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ. อีกต่อไป ถือเป็นการปรับเปลี่ยนวิถีและเส้นทางเหล็กสู่เก้าอี้ ผบ.ทบ. เป็นครั้งแรก
โดยไม่ถือว่าการไม่ได้ผ่านเก้าอี้แม่ทัพภาค 1 จะเป็นตำหนิ ในเส้นทางรับราชการทหารในสายคอมแมนด์ เช่นในอดีต แต่ให้ถือว่าเก้าอี้รองเสนาธิการทหารบก ก็คือเส้นทางสำคัญสู่ 5 เสือกองทัพบก
พร้อมๆกับ หลักเกณฑ์ที่ถูกเหล่าทัพต้องยึดถือคือจากตำแหน่งเจ้ากรมยศพลโท จะต้องขึ้นตำแหน่งรองเสนาธิการของแต่ละเหล่าทัพก่อนที่จะขึ้น เสธ.ทบ. หรือ 5 เสือกองทัพบกได้ จึงนับได้ว่าเป็นการปรับเปลี่ยนธรรมเนียมประเพณีใหม่ครั้งสำคัญของกองทัพภาค 1 และกองทัพบก
ดังนั้นจึงมีโอกาสที่การแต่งตั้งโยกย้ายใหญ่กันยายน 2569 นี้ พล.ท.สราวุธ อาจจะขึ้นเป็นเสนาธิการทหารบก เลย เพื่อเตรียมฝึกงานและจ่อ ที่จะชิงเก้าอี้ผบทบ. ต่อจากพลเอกพนาที่จะเกษียณตุลาคม 2570
แต่อย่างไรก็ตาม ต้องไม่มองข้ามแผนการจัดวางอำนาจของเตรียมทหารรุ่น 26 ที่จะไม่ดัน พล.ท.สราวุธ ขึ้น 5 เสือกองทัพบกเร็วเกินไป โดยอาจจะต้องทำหน้าที่รองเสธ.ทบ ต่อไปก่อน เพราะหากให้ขึ้น 5 เสือกองทัพบก เลยในตุลาคม 2569 นี้ ก็จะกลายเป็นแคนดิเดต ผบ.ทบ. ชิงกับ “บิ๊กเต้” พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีร์ระ ผู้ช่วยผบ.ทบ. จากสายรบพิเศษแกนนำ เตรียมทหารรุ่น 26 ที่ถูกวางตัวไว้ให้เป็นผบ.ทบ. ต่อจาก พล.อ.พนา รวมทั้ง “บิ๊กใหญ่” พล.อ.อมฤต บุญสุยา ผช.ผบ.ทบ. แกนนำ ตท.27 แคนดิเดต ผบทบ. อีกคน
แต่ ตท.26 น่าจะวางตัวให้ พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. ก่อน แล้วจากนั้น พล.ท.สราวุธ จึงขึ้น 5 เสือกองทัพบก เพื่อรอชิงเก้าอี้ผบ.ทบ. ต่อจาก พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์
แต่ทั้งหมดนี้เป็นการคาดการณ์จากกระแสข่าวที่สะพัดอยู่ในกองทัพภาค1 และกองทัพบกมาระยะหนึ่งแล้ว ท่ามกลางกระแสความไม่แน่นอนของการปรับโครงสร้างและภารกิจของกองทัพภาค1 ที่เปลี่ยนไปมา
เพราะหากเกิดการตัดสินใจ ไม่เปลี่ยนแปลงใดๆ และยังใช้โครงสร้างและภารกิจเดิม ก็จะทำให้ พล.ท.วรยส ยังคงเป็นแคนดิเดตชิง เก้าอี้ผบ.ทบ. และต้องขยับขึ้น 5 เสือกองทัพบก ในโยกย้ายกันยายน 2569 นี้ ขณะที่ หากเป็นเช่น พล.ท.สราวุธ ในหลุดไลน์ ไปแล้ว แต่ด้วยอายุราชการที่ยาวนานถึงตุลาคม 2573 ก็อาจจะได้กลับสู่เส้นทางเก้าอี้แม่ทัพภาค1 หรือแม่ทัพคอแดงใหม่อีกครั้ง
จะว่าไปแล้วมันยังไม่มีอะไรแน่นอน ทุกอย่างเปลี่ยนได้เสมอ
#โผทหาร2569 #โยกย้ายนายพล #กองทัพภาค1 #5เสือกองทัพบก #ผบทบ #บิ๊กปู #แม่ทัพภาค1 #siamrathonline








