ดีลจัดตั้งรัฐบาล 2569 จบลงที่ 291 เสียง แต่สิ่งที่ทำให้การเมืองสะเทือนกลับไม่ใช่ตัวเลข หากเป็นการที่ “ธรรมนัส–กล้าธรรม” ถูกกันออกจากสมการอำนาจ ท่ามกลางกระแสวิเคราะห์ว่าเกมแค้นเก่าในเครือข่ายการเมืองบางขั้วอาจเป็นตัวแปรสำคัญ
การจัดตั้งรัฐบาลปี 2569 ปิดฉากลงด้วยสูตรรัฐบาล 291 เสียง ซึ่งดูเผิน ๆ เหมือนเป็นสมการอำนาจที่ลงตัว และมีเสียงสนับสนุนมากเกินพอสำหรับการบริหารประเทศ
แต่เมื่อมองลึกลงไปในเบื้องหลังของดีลการเมืองครั้งนี้ กลับพบว่าฉากหน้าที่ดูมั่นคงนั้นซ่อนแรงเสียดทานและเกมอำนาจที่ซับซ้อนเอาไว้ไม่น้อย
เพราะสิ่งที่ทำให้วงการการเมืองสะเทือนจริง ๆ ไม่ใช่ตัวเลข 291 เสียง หากแต่เป็นการที่พรรคกล้าธรรมของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งมี ส.ส. ถึง 58 เสียง ถูกกันออกจากสมการอำนาจ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญของการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่
ภายหลังการเจรจาทางการเมืองที่ยืดเยื้อหลายรอบ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ยืนแถลงข่าวร่วมกับแกนนำพรรคเพื่อไทย ประกาศสูตรรัฐบาลใหม่ที่รวมเสียงได้ 291 เสียง จากการรวมตัวของพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมรัฐบาลอีก 13 พรรค
ตัวเลขดังกล่าวถือว่าเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎรอย่างสบาย และถูกอธิบายว่าเป็น “ขนาดรัฐบาลที่เหมาะสม” เพื่อให้การบริหารประเทศมีความคล่องตัว ไม่ใหญ่จนเกินไป และลดแรงเสียดทานภายในรัฐบาลผสม
แต่ในสนามการเมืองจริง คำอธิบายเช่นนี้แทบไม่มีใครเชื่อเต็มร้อย เพราะในเชิงยุทธศาสตร์ทางการเมือง รัฐบาลที่มีเสียงสนับสนุนมากย่อมมีเสถียรภาพมากกว่า และแทบไม่มีนักการเมืองคนใดปฏิเสธเสียงสนับสนุนก้อนใหญ่ หากไม่มีเหตุผลทางอำนาจที่หนักแน่นจริง ๆ
ด้วยเหตุนี้ เมื่อรายชื่อพรรคร่วมรัฐบาลถูกเปิดเผย สิ่งที่ทำให้หลายสายตาหันมามองทันทีจึงไม่ใช่จำนวนเสียง แต่คือรายชื่อพรรคที่ถูกกันออกจากสมการอำนาจ และชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดก็คือพรรคกล้าธรรมของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า
ก่อนหน้าการจัดตั้งรัฐบาล พรรคกล้าธรรมแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่าพร้อมสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลเต็มตัว เครือข่าย ส.ส. ของพรรคกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ และด้วยจำนวน ส.ส. ถึง 58 เสียง ทำให้พรรคกล้าธรรมถูกมองว่าเป็นก้อนกำลังสำคัญที่สามารถพลิกสมดุลทางการเมืองในสภาได้ทันที
แต่เมื่อดีลสุดท้ายถูกเปิดเผย พรรคกล้าธรรมกลับถูกกันออกจากวงอำนาจ และต้องไปนั่งอยู่ฝั่งฝ่ายค้านร่วมกับพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ สถานการณ์เช่นนี้จึงทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า การตัดพรรคที่มีเสียงถึง 58 เสียงออกจากสมการรัฐบาลนั้น เป็นเพียงการคำนวณเชิงตัวเลขจริงหรือไม่
ในแวดวงการเมืองเริ่มมีการพูดถึงแรงเสียดทานของเครือข่ายอำนาจบางกลุ่มที่ไม่ต้องการเปิดพื้นที่ให้กลุ่มการเมืองของธรรมนัสเติบโตภายในรัฐบาล แม้จะไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่บรรยากาศทางการเมืองสะท้อนชัดว่า การดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาลอาจกระทบต่อสมดุลของเครือข่ายอำนาจบางขั้ว
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้การเมืองไทยไม่เคยถูกกำหนดด้วยจำนวน ส.ส. เพียงอย่างเดียว หากแต่ยังถูกกำหนดด้วยสายสัมพันธ์ทางอำนาจ ความไว้วางใจ และความขัดแย้งเก่าที่ฝังรากลึกอยู่ในโครงสร้างการเมือง
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นรัฐบาล 291 เสียงที่ดูมั่นคงในวันเปิดตัว แต่ต้องแลกกับการผลัก “ตัวแปรเสี่ยงทางการเมือง” อย่างพรรคกล้าธรรมออกจากสมการอำนาจ
สำหรับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า การถูกกันออกจากรัฐบาลไม่ใช่เรื่องใหม่ในเส้นทางการเมือง นักการเมืองรายนี้ขึ้นชื่อเรื่องการสร้างเครือข่ายในพื้นที่และการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ซับซ้อน การก่อตั้งพรรคกล้าธรรมจึงไม่ใช่เพียงการตั้งพรรคใหม่ แต่เป็นการสร้างฐานอำนาจทางการเมืองชุดใหม่ที่รวบรวม ส.ส. และเครือข่ายจากหลายพื้นที่
ด้วยจำนวน ส.ส. ที่มีอยู่ถึง 58 เสียง พรรคกล้าธรรมยังคงเป็นตัวแปรที่ไม่มีใครกล้ามองข้าม เพราะในระบบรัฐสภาไทย เสียงระดับนี้สามารถเปลี่ยนสมดุลทางการเมืองได้ทันที หากรัฐบาลเกิดรอยร้าวเพียงเล็กน้อย
และในรัฐบาลผสมที่มีพรรคการเมืองจำนวนมาก รอยร้าวเช่นนั้นแทบเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรี ความขัดแย้งด้านนโยบาย หรือการแข่งขันทางอิทธิพลระหว่างพรรคการเมือง
ประวัติศาสตร์การเมืองไทยพิสูจน์มาแล้วหลายครั้งว่า เสียงข้างมากในสภาไม่ได้รับประกันความอยู่รอดของรัฐบาล หลายรัฐบาลเริ่มต้นด้วยความแข็งแรง แต่จบลงด้วยรอยร้าวจากภายใน
เมื่อถึงวันนั้น พรรคฝ่ายค้านที่มีเครือข่ายแข็งแรงอาจกลายเป็นตัวแปรชี้ชะตาทางการเมือง และนี่จึงเป็นเหตุผลที่นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยมองว่า การที่พรรคกล้าธรรมไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาลในครั้งนี้ อาจไม่ใช่จุดจบของกลุ่มการเมืองของ ร.อ.ธรรมนัส แต่เป็นเพียงการถูกผลักออกจากวงอำนาจในจังหวะหนึ่งของเกม
เพราะในกระดานการเมืองไทย ผู้เล่นที่ถูกกันออกจากสมการในวันนี้ อาจกลับมาเป็นผู้กำหนดสมการใหม่ในวันหน้า
รัฐบาล 291 เสียงอาจดูมั่นคงในวันเปิดตัว แต่เกมอำนาจทางการเมืองไทยไม่เคยหยุดนิ่ง และในสนามที่เต็มไปด้วยการต่อรองและความแค้นเก่าที่ฝังลึก การถูกผลักออกจากวงอำนาจในวันนี้อาจเป็นเพียงอีกบทหนึ่งของเกมการเมืองที่ยังไม่จบ
สำหรับผู้เล่นบางคน ความพ่ายแพ้ในวันนี้อาจไม่ใช่จุดสิ้นสุด หากแต่เป็นเพียงการถอยหนึ่งก้าวเพื่อรอจังหวะกลับมา และในกระดานการเมืองที่เปลี่ยนสมการได้ตลอดเวลา ความแค้นเก่าที่ฝังลึกอาจกลายเป็นเชื้อไฟของการกลับมาเปลี่ยนเกมในวันหน้า
การเมืองไทย #การเมืองไทย2569 #จัดตั้งรัฐบาล2569 #ธรรมนัสพรหมเผ่า #พรรคกล้าธรรม #อนุทินชาญวีรกูล #รัฐบาล291เสียง #วิเคราะห์การเมือง #ข่าวการเมือง







