โผครม. “อนุทิน 2/1” แทบไม่มีอะไรให้เซอร์ไพรส์ เมื่อพรรคอันดับ1 อย่าง “ภูมิใจไทย” ชัดเจนอยู่แล้วว่า สมการ “รัฐบาลใหม่” จะต้องมีใครบ้าง ในตัวเลข “292 เสียง”
และชัดเจนว่า ไม่มีพรรคกล้าธรรม- พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคไทรวมพลัง ถูกดึงให้เข้าร่วมรัฐบาลด้วย เท่ากับว่าวันนี้ ในปีก “พรรคฝ่ายค้าน” จะมี “พรรคประชาชน” เป็นแกนนำฝ่ายค้านในสภาฯ ร่วมด้วยพรรคประชาธิปัตย์ พรรคกล้าธรรม ที่ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ประธานที่ปรึกษาพรรค สู้อุตส่าห์ รบจนชนะ พาทีมเข้าสภาฯมาได้ ถึง 58 ที่นั่ง
ส่วนพรรคไทรวมพลัง ซึ่งมีสส. 6 เสียง ก็ยังไม่ได้รับเทียบเชิญให้เข้าร่วมรัฐบาล สร้างความแปลกใจว่า เหตุผล ภูมิใจไทย จึงให้ความสำคัญกับ “5 สส.” ของพรรคพลังประชารัฐ มากกว่า 6 เสียงของไทรวมพลัง
ซึ่งแน่นอนว่า “ข้อได้เปรียบ” ของพลังประชารัฐ อาจไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ “จำนวนสส.” หากแต่มี “นัยยะพิเศษ” ที่มากกว่านั้น โดยที่ทั้ง “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกฯและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคสีน้ำเงิน และ “ครูใหญ่เนวิน” ไม่อาจปฏิเสธได้
เวลานี้พรรคร่วมฝ่ายค้าน จึงประกอบด้วย 4พรรคหลัก คือพรรคประชาชน 120 สส. พรรคกล้าธรรม 58 สส. พรรคประชาธิปัตย์ 21 ที่นั่ง พรรคไทรวมพลัง 6 ที่นั่ง พรรครวมไทยสร้างชาติ 2 ที่นั่ง พรรคเสรีรวมไทย 1 ที่นั่งและพรรคไทยภักดี 1 ที่นั่ง รวมทั้งสิ้น “209 เสียง” ที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลเสียงข้างมาก “292 เสียง” ที่นำโดยพรรคสีน้ำเงิน
สถานการณ์ทางการเมืองสำหรับฝ่ายค้าน ที่แม้เวลานี้จะมีพรรคประชาชนเป็นแกนนำหลัก ได้ถูกจับตามาตั้งแต่แรก เมื่อเกิดข่าวหลุด “โผครม.” หลังผ่านการเลือกตั้งไปไม่กี่วัน ว่า พรรคส้ม จะต้องอยู่กับ พรรคเขียว ของร.อ.ธรรมนัส
และยังต้องพิสูจน์ “ฝีมือ” กับ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะฝ่ายค้านมืออาชีพ และในขณะเดียวกัน ยังน่าสนใจว่า แม้รัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย จะไม่เลือกใช้สูตร “รัฐบาลเสียงข้างมาก” แล้วทำให้ฝ่ายค้านอ่อนแอ ลง
โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัญหาการมี “เก้าอี้รัฐมนตรี” ไม่พอแจกจ่าย แล้ว อาจประเมินได้ว่า อีกไม่นาน พรรคประชาชน จะอยู่ในสภาพ “อ่อนแรง” ลง เมื่อคดี 44 อดีตสส.ก้าวไกล กำลัง “จ่อคิว” ซึ่งผลลัพธ์ที่จะออกมา จะเป็นไปในทางเลวร้ายมาก หรือเลวร้ายน้อยเท่านั้น !
ขณะเดียวกัน การตรวจสอบรัฐบาล “อนุทิน2” ผ่านกลไกรัฐสภาฯ โดยฝ่ายค้านนั้น จะเกิดขึ้นทั้งในคณะกรรมาธิการฯ แล้วยังต้องอยู่ที่ “การซักฟอกรัฐบาล” ด้วยญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งแน่นอนว่า สำหรับพรรคกล้าธรรมแล้ว จะใช้โอกาสนี้ “ชำระแค้น” กับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่
และหากเป็นการชำระแค้น ในสภาฯ อย่าลืมว่า “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ที่แม้จะมีเสียงเดียว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สร้างแรงกระเพื่อม ต่อพรรคสีน้ำเงิน
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ เอง จะต้อง “คืนฟอร์ม” ในฐานะ ฝ่ายค้านมืออาชีพ เพื่อทวงคะแนนกลับคืนมาด้วยเช่นกัน ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะในฝั่ง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค จึงไม่ได้เดือดร้อน เมื่อไม่ได้เข้าร่วมรัฐบาล
นอกจากนี้การที่ “นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี ได้กลับเข้าสภาฯ ในฐานะอดีตมือปราบจำนำข้าว ที่เคยตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าว ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สร้างความฮือฮามาแล้ว
ดังนั้น เมื่อได้กลับเข้าสภาฯ รอบนี้ น่าสนใจว่าภารกิจของนพ.วรงค์ จะสร้างความลำบากใจให้กับรัฐบาล “292 เสียง” อีกหรือไม่ เพราะจะว่าไปแล้ว ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ ในยุคอภิสิทธิ์ และมีนพ.วรงค์ นั้นดูเหมือนว่า เป็นการกลับมาเผชิญหน้ากันรอบใหม่ ระหว่าง “ระบอบทักษิณ” กับ คนของพรรคประชาธิปัตย์
ฝ่ายค้านในสภา 209 เสียง แม้ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ใช่ “ดรีมทีม” ในแง่ของการมีอุดมการณ์ทางการเมืองในทิศทางเดียวกัน และอาจได้เห็นภาพต่างคน ต่างอยู่ ทั้ง ส้ม -ฟ้า และเขียว แต่นั่นย่อมไม่สามารถการันตีความสงบ ของรัฐบาล “อนุทิน 2” ได้อยู่ดี !








