บทความ บทวิเคราะห์

เหนือสงครามยังมีสภาคองเกรส ศัตรูของทรัมป์คือ "เวลา"

แชร์ข่าว

ในช่วงตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ก้าวเข้าสู่ระดับความรุนแรงที่โลกต้องจับตาภายใต้ชื่อปฏิบัติการ "Operation Epic Fury" ซึ่งพลเรือเอกแบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการปฏิบัติการระบุว่าเป็นการระดมสรรพกำลังทางทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชั่วอายุคน โดยมีขนาดใหญ่กว่าการบุกอิรักในปี 2003 ถึง 3 เท่า และเพียงไม่ถึง 100 ชั่วโมงแรก สหรัฐฯ และพันธมิตรได้โจมตีเป้าหมายไปแล้วเกือบ 2,000 แห่ง ด้วยอาวุธกว่า 2,000 ชุด

ปรากฏการณ์ที่สะเทือนขวัญที่สุดคือการจมเรือฟริเกต IRIS Dena ของอิหร่านในมหาสมุทรอินเดีย นอกชายฝั่งศรีลังกา ซึ่งห่างจากแผ่นดินอิหร่านถึง 2,000 กิโลเมตร โดยเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ ได้ยิงตอร์ปิโด MK48 ที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงจนตัวเรือแตกเป็นสองส่วน ส่งผลให้ทหารเรืออิหร่านเสียชีวิต 87 นาย ช่วยเหลือได้ 32 นาย และสูญหายอีก 60 นาย จากทั้งหมด 180 นาย

แม้พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ จะกล่าวอ้างว่านี่เป็นการจมเรือศัตรูด้วยตอร์ปิโดครั้งแรกนับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ข้อมูลจาก BBC ชี้ให้เห็นว่าอังกฤษและปากีสถานเคยปฏิบัติการลักษณะนี้มาแล้วในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ในมิติของการชิงความได้เปรียบทางอากาศ เราเห็นกลยุทธ์การใช้ฝูงบินที่ส่งสัญญาณถึงอำนาจเหนือน่านฟ้า (Air Superiority) อย่างชัดเจน โดยในวันแรกสหรัฐฯ ใช้เครื่องบินล่องหน B-2 Spirit เพื่อทำลายระบบเรดาร์และป้องกันภัยทางอากาศ ตามด้วย B-1 Lancer ในระลอกที่สอง จนกระทั่งล่าสุดได้ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดรุ่นปู่ B-52 Stratofortress อายุ 71 ปี ที่ไม่มีคุณสมบัติล่องหนแต่บรรทุกระเบิดได้มหาศาลถึง 70,000 ปอนด์ ออกมาปฏิบัติการ

นักวิเคราะห์มองว่าเป็นเครื่องยืนยันว่าน่านฟ้าอิหร่านปลอดภัยพอที่เครื่องบินขนาดใหญ่จะเข้าไปถล่มได้อย่างเบ็ดเสร็จ ยิ่งไปกว่านั้น สหรัฐฯ ยังได้เปิดตัวขีปนาวุธนำวิถี Precision Strike Missile (PrSM) เข้าสู่การรบจริงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งมีระยะยิงไกลกว่า 400 กิโลเมตร เพื่อทำหน้าที่แทนระบบ ATACMS เดิม

ขณะที่ฝั่งอิสราเอลได้เลือกโจมตีเป้าหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างอาคารที่ทำการของสภาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts) ทั้ง 88 คน เพื่อข่มขวัญกระบวนการเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่แทนอยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ที่ถูกสังหารไปเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยมีรายงานว่าบุตรชายคนที่สองของคาเมเนอีอาจขึ้นรับตำแหน่งแทน ท่ามกลางคำประกาศจากอิสราเอลว่าจะตามล่าผู้นำใหม่ทุกคนต่อไป

ทางด้านยุทธศาสตร์ภาคพื้นดินที่สำคัญคือแผนการ "Regime Change" หรือการเปลี่ยนระบอบการปกครองในอิหร่าน โดยใช้กลุ่มชาติพันธุ์เคิร์ดที่มีประชากรกว่า 40 ล้านคนเป็นแนวร่วมหลัก มีรายงานจาก Fox News และแหล่งข่าวกรองระบุว่า กองกำลังกึ่งทหารของชาวเคิร์ดในอิรักได้เริ่มข้ามพรมแดนเข้าไปปฏิบัติการภาคพื้นดินในพื้นที่ตะวันตกเฉียงเหนือของอิหร่านตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม เพื่อปูทางให้กองทัพสหรัฐฯ โดยใช้ฐานทัพเออร์บิลในเขตปกครองตนเองเคอร์ดิสถาน (KRG) เป็นจุดระดมพลหลัก

แม้อิหร่านจะพยายามตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธใส่ฐานทัพสหรัฐฯ ในเออร์บิลและประเทศกลุ่มอ่าว (GCC) แต่ข้อมูลจาก ISW ระบุว่าขีดความสามารถในการโจมตีของอิหร่านลดลงถึง 86% โดยเหลือการยิงเพียงวันละประมาณ 12 ลูก จากเดิม 100 ลูก เนื่องจากคลังแสงและจุดยิงถูกทำลายไปอย่างหนัก

ในมิติการเมืองและผลกระทบระหว่างประเทศ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สามารถฝ่ามติวุฒิสภาที่พยายามจำกัดอำนาจการทำสงคราม (War Power Resolution) ไปได้ด้วยคะแนน 47 ต่อ 53 เสียง โดยมีประเด็นอื้อฉาวจากการที่ สว. จอห์น เฟตเตอร์แมน จากพรรคเดโมแครตโหวตสวนมติพรรค ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกี่ยวข้องกับการรับเงินสนับสนุนจากกลุ่มล็อบบี้ยิสต์ AIPAC กว่า 244,100 ดอลลาร์

ขณะเดียวกันมีความย้อนแย้งในคำอธิบายเป้าหมายของสงคราม เมื่อมาร์โก รูบิโอ รมว.ต่างประเทศ ยอมรับว่าสหรัฐฯ ต้องเข้าร่วมเพราะอิสราเอลยืนยันจะโจมตีอิหร่าน แต่ทรัมป์กลับพยายามสร้างความชอบธรรมผ่านวาทกรรมว่าอิหร่านจะมีอาวุธนิวเคลียร์ภายใน 2 สัปดาห์ หากไม่โจมตีตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ทั้งที่ IAEA ยืนยันว่ายังไม่พบหลักฐานการผลิตหัวรบจริง

สำหรับปฏิกิริยาจากภูมิภาค ศรีลังกาได้ประกาศจุดยืนเป็นกลางอย่างเคร่งครัดแต่ยึดหลักมนุษยธรรม โดยการส่งเรือไปช่วยเหลือและคุ้มครองเรือรบลำที่สองของอิหร่านเข้าสู่ท่าเรือตรินโคมลีเพื่อป้องกันการถูกโจมตีซ้ำ ขณะที่ประเทศกลุ่มอ่าวอย่างบาห์เรนและซาอุดิอาระเบียที่ถูกโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธของอิหร่านเลือกที่จะแสดงความเข้มแข็งผ่านการ "อดทนอดกลั้น" และไม่ตอบโต้กลับโดยตรงเพื่อไม่ให้ความขัดแย้งขยายตัว

ในส่วนของอิหร่านเองก็ได้แต่งตั้ง อะห์มัด วาฮีดี เป็นผู้บัญชาการ IRGC คนใหม่ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีประวัติซับซ้อน เคยร่วมมือลับกับ CIA ในคดีอิหร่าน-คอนทราช่วงปี 1980 แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นสายแข็งที่มีหมายจับจากตำรวจสากลและมีชื่อเสียงเรื่องความโหดเหี้ยมในการปราบปรามผู้ประท้วง

ภารกิจต่อจากนี้ของสหรัฐฯ คือเร่ง "ปิดเกม" ให้ได้ภายใน 4-8 สัปดาห์ โดยเตรียมระดมอาวุธจำนวนมากที่มีราคาถูกลงเข้ามาถล่มอย่างต่อเนื่อง หลังจากคุมน่านฟ้าได้เบ็ดเสร็จ

ทั้งนี้เพื่อเลี่ยงเงื่อนไขทางกฎหมาย 60 วันของสภาคองเกรส วันที่ 29 เมษายนนี้ จะเป็นเส้นตายสำคัญที่ตัดสินว่าทรัมป์จะสามารถเผด็จศึกอิหร่านได้ตามแผน หรือจะต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลจากสภาและฝ่ายต่างๆ หากสงครามยืดเยื้อออกไป