“อนุทิน ชาญวีรกูล” ในฐานะนายกรัฐมนตรีรักษาการ ที่เตรียมเข้าไปนั่ง “นายกฯคนใหม่” คนที่ 33 เมื่อกระบวนการขั้นตอนในส่วนของนิติบัญญัติ เสร็จสิ้นลง
เท่ากับว่า การก้าวสู่อำนาจครั้งใหม่ สำหรับอนุทิน และพรรคภูมิใจไทย อยู่ในสภาวะ “ไร้รอยต่อ” ทำงานได้ทันที โดยเฉพาะการรับมือกับงานใหญ่ นั่นคือผลกระทบที่มาถึงประเทศไทย จากสงครามตะวันออกกลาง เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ.69
ปัญหาด้านพลังงาน คือเรื่องใหญ่ ซึ่งรัฐบาลรักษาการของนายกฯอนุทิน ต้องมีทั้งแผนรับมือไปจนถึงการหาแหล่งซื้อพลังงาน เพิ่ม เมื่ออิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ห้ามไม่ให้เรือสินค้า เรือขนน้ำมันทุกประเทศผ่าน เนื่องจากไทยเองซื้อน้ำมันเกือบ50เปอร์เซ็นต์จากภายนอก
เท่ากับว่าปัญหา “การบ้าน” ปัญหาที่กระทบด้านพลังงาน ไปจนถึงปากท้อง นั้นเหนือกว่า ปัญหา “การเมือง” ซึ่งพรรคภูมิใจไทย สามารถบริหารจัดการได้อยู่มือ
วันนี้หลายคนต่างเฝ้ารอดูว่าโฉมหน้ารัฐบาลใหม่ ว่าจะมีพรรคกล้าธรรม หรือไม่ หรือ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ประธานที่ปรึกษาพรรค จะโดนเตะตัดขา จนต้องผิดหวังที่พลาดขบวนรัฐบาลใหม่ จริงหรือไม่ แต่ตราบใดที่สถานการณ์ทางการเมืองยังไม่นิ่ง เลยวันที่ 8 มี.ค.นี้ เมื่อพรรคภูมิใจไทยนัดสัมมนาสส.ในพรรคที่จ.บุรีรัมย์ พรรคกล้าธรรม ก็ยังอาจมีความหวังเล็ก ๆ ให้ได้ลุ้น
การเมือง ในมือพรรคภูมิใจไทย ในวันที่อำนาจอยู่ในมือทั้งหมด อีกทั้ง “ศัตรู” ยังอยู่ในอาการที่อ่อนแรง ทั้งพรรคเพื่อไทยเอง ในวันที่รอให้ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ได้รับการพักโทษในเดือนพ.ค.นี้ รวมทั้งสภาวะภายในพรรคยังแยกกันออกเป็นกลุ่มก๊วน
ยิ่งเมื่อภายในพรรค ยังอยู่ในโหมดการแบ่งเค้ก แบ่งเก้าอี้ รัฐมนตรี ยังไม่สะเด็ดน้ำ กลุ่ม “2 ส.” ของสมศักดิ์ เทพสุทิน และสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เองยังต้องรับมือกับแรงต้านหากทั้งคู่จะได้เก้าอี้รัฐมนตรี ทั้งสองคน
เท่ากับว่าศึกในพรรคเพื่อไทยที่ไม่มีความเป็นปึกแผ่นมากพอ หลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป อาจส่งผลต่อพรรคภูมิใจไทย ที่มองเข้าไปแล้วเห็น “โอกาส”
สถานการณ์ของพรรคภูมิใจไทย วันนี้ จึงดูเหมือนว่า ปัญหา “บ้านเมือง” ต่างหากที่จะเป็นบททดสอบ ว่าพรรคสีน้ำเงินในฐานะพรรคแกนนำอนุกรักษ์นิยมใหม่ จะแก้ไขปัญหา ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง ได้ดีจนทำให้ประชาชน เชื่อมั่น ก่อนเข้าสู่ภาคใหม่ ในฐานะ “รัฐบาลใหม่” ที่มีอำนาจเต็ม ได้หรือไม่ ?







