สถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งปี 2569 กำลังเดินมาถึงจุดที่ต้องวัดใจและชิงไหวชิงพริบกันทุกวินาที โดยเฉพาะชะตากรรมของ "พรรคกล้าธรรม" ภายใต้การนำของ "ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า" ที่ดูเหมือนว่าโอกาสในการเข้าร่วมรัฐบาลจะริบหรี่ลงไปทุกที แต่ในทางการเมืองแล้ว คำกล่าวที่ว่า "สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร" ดูจะเหมาะสมที่สุดสำหรับชายผู้ผ่านสมรภูมิและรอดพ้นจากวิกฤตการเมืองมาแล้วทุกรูปแบบ
1. ชายผู้รอดตายในทุกสมการอำนาจ
หากมองย้อนกลับไปในเส้นทางการเมืองของ “ร.อ.ธรรมนัส” เราจะเห็นภาพของนักเดินหมากที่ปรับตัวได้ในทุกภูมิทัศน์การเมือง
- นักประสานสิบทิศ: จากอดีตผู้ทำงานใกล้ชิด “ทักษิณ ชินวัตร” สู่การเป็นมือขวา ที่ "บิ๊กป้อม" ไว้ใจที่สุด
- นักช่วงชิงจังหวะ: ก่อตั้งพรรคกล้าธรรม หลังแยกทางกับ “บิ๊กป้อม” แห่งพรรคพลังประชารัฐ ก่อนจะตัดสินใจหักดิบเพื่อไทย เปลี่ยนข้างมารวมกับภูมิใจไทย เพื่อจัดตั้งรัฐบาลในช่วงปลายปี 2568
- นักสร้างฐานมวลชน: ปรากฏการณ์กวาด สส. ได้ถึง 58 ที่นั่งในการเลือกตั้งปี 2569 ทั้งที่พรรคแทบไม่มีกระแส ถือเป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงพลังของการบริหารเครือข่าย "บ้านใหญ่" และการจัดการพื้นที่ได้อย่างเบ็ดเสร็จ
ด้วยผลงานการเดินเกมระดับนี้ การประมาทคนที่ชื่อธรรมนัส จึงเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงยิ่งนัก
2. ทำไมภูมิใจไทยถึงต้อง "ดึงเกม" ?
หากมองในมุมของแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอย่างพรรคภูมิใจไทย การตัดสินใจเกี่ยวกับพรรคกล้าธรรมเป็น "ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก" ซึ่งมาจากปัจจัยหลักดังนี้
- รอยแค้นจากการถูกลูบคม: การที่กล้าธรรมไม่หลีกทางให้ในบางเขตเลือกตั้งตามดีลที่เคยตกลงกันไว้ สร้างความหวาดระแวงและรอยร้าวลึกๆ ในใจของขั้วสีน้ำเงิน
- อำนาจต่อรองที่สูงเกินไป: การมี สส. ระดับ 58 คน ทำให้พรรคกล้าธรรมมีเขี้ยวเล็บที่แหลมคม หากดึงเข้ามาร่วมรัฐบาล อาจทำให้พรรคแกนนำบริหารจัดการและควบคุมทิศทางได้ยาก
- คู่แข่งที่น่ากลัวในการเลือกตั้งครั้งต่อไป: อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้กล้าธรรมได้ สส. เกินเป้าในการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็คือการที่ “ร.อ.ธรรมนัส” มีอำนาจรัฐมาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2562 โดยเฉพาะในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ดังนั้นหากให้กล้าธรรมร่วมรัฐบาล ก็จะเป็นการเปิดทางให้สั่งสมอำนาจบารมีได้อย่างต่อเนื่อง และเติบใหญ่เป็นพรรคคู่แข่งของภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ซึ่งด้วยฐานเสียงที่ทับซ้อนกัน ก็อาจทำให้ภูมิใจไทยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากในอนาคตได้
อย่างไรก็ตาม การผลักพรรคกล้าธรรมไปเป็นฝ่ายค้าน ก็ไม่ต่างอะไรกับการ “ผลักมิตรไปเป็นศัตรู” และเท่ากับการประกาศสงครามกับคู่ต่อสู้ที่เดาทางยาก ที่พร้อมรบในทุกรูปแบบ ซึ่งอาจสั่นคลอนพรรคภูมิใจไทยได้เช่นกัน
3. ทฤษฎีสามก๊ก: ดุลยภาพแห่งอำนาจ
สมการสำคัญที่นักวิเคราะห์การเมืองต่างจับตาคือ บทบาทของ “เพื่อไทย” พรรคขนาดกลางค่อนข้างใหญ่ มี สส. 74 ที่นั่ง
ซึ่งการทำงานร่วมกันระหว่างภูมิใจไทยและเพื่อไทย เต็มไปด้วยปมในใจจากการหักเหลี่ยมเฉือนคมในอดีต หากวันใดพรรคเพื่อไทยตัดสินใจถอนตัว รัฐบาลจะเผชิญกับวิกฤตทันที
และหากเพื่อไทยถอนตัว แล้วภูมิใจไทยค่อยไปดึงกล้าธรรมมาเสียบแทนในภายหลัง ถึงเวลานั้น “ร.อ.ธรรมนัส” ย่อมถือไพ่เหนือกว่า และมีอำนาจต่อรองอย่างมหาศาล
ดังนั้น การมีทั้ง "เพื่อไทย" และ "กล้าธรรม" อยู่ในสัดส่วนรัฐบาลตั้งแต่แรก เพื่อให้คานอำนาจกัน แม้จะดูอึดอัด แต่กลับเป็นยุทธวิธีที่อาจช่วยให้รัฐบาลภูมิใจไทยมีเสถียรภาพยาวนานที่สุด
4. ขยี้ให้แหลก หรือ ซื้อเวลาเจรจา ?
การที่ภูมิใจไทยยังคงดึงเกมและค่อยๆ ขยี้พรรคกล้าธรรมอย่างเลือดเย็น อาจไม่ใช่การประกาศตัดขาดอย่างถาวร แต่เป็นการลดทอนอำนาจต่อรอง บีบให้ “ร.อ.ธรรมนัส” ยอมถอยและรับเงื่อนไขที่พรรคแกนนำเป็นผู้กำหนด
และตราบใดที่พรรคประชาธิปัตย์ (ที่เคยประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับกล้าธรรม) ยังไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมรัฐบาลอย่างเป็นทางการ โอกาสที่พรรคกล้าธรรมจะพลิกเกม "โกงความตาย" กลับมาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในช่วงโค้งสุดท้ายก็ยังมีอยู่เสมอ
ในเกมอำนาจที่ไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร การเดินหมากกระดานนี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์อีกครั้งว่า "กล้าธรรม" จะ “โกงความตาย” ได้สำเร็จอีกครั้งหรือไม่ ? หรือสุดท้ายจะกลายเป็นผู้พ่ายแพ้…ที่รอวันเอาคืนอย่างสาสม
บทความโดย ศราวุธ เอี่ยมเซี่ยม







