บทความ บทวิเคราะห์

จาก “ศึกเขมร” สู่ รบ “โจรใต้” 2 “บิ๊กปู” พลัส “นายกฯหนู” เอาจริง ดับไฟใต้!!

แชร์ข่าว

 ผู้การวิศรุฒน์

หลังจากทำศึกกับกัมพูชาได้ชัยชนะยึดคืนแผ่นดินไทยกลับคืนมาได้เกือบหมดพร้อมพื้นที่ปลอดภัย

กองทัพไทยโดยเฉพาะ กองทัพบกได้เกิดความฮึกเหิมและมีความคิดตรงกันในระดับผู้บัญชาการเหล่าทัพ โดยเฉพาะบิ๊กในกองทัพบก  ภายใต้การนำของ “บิ๊กปู” พลเอกพนา  แคล้วปลอดทุกข์  ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ว่าในห้วง 2 ปีที่เหลือในการเป็นผบ.ทบ. จะพยายามแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้(จชต.) ให้สำเร็จให้ได้ เพราะถือเป็นโอกาสสุดท้ายในฐานะที่เป็นผบ ทบ. และเป็นทหาร ก่อนที่จะเกษียณราชการ ในปี 2570 

โดยจะมีการปรับใช้ยุทธวิธีกลยุทธ์ต่างๆจากการสู้รบกับกัมพูชา มาใช้ในชายแดนใต้แม้ว่าจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงก็ตาม  เพราะการสู้รบกับกัมพูชาง่ายกว่า  เพราะเป็นกองกำลังเป็นทหารถืออาวุธ อยู่ฝ่ายตรงข้ามปรากฏตัวให้เห็นชัดเจน รบกันแบบชัดเจน 

แต่สำหรับโจรใต้  นั้น เรามองไม่เห็นตัว เพราะแฝงตัวมาในรูปของประชาชนและไม่ได้ตั้งกองกำลังต่อสู้ชัดเจน  

เมื่อก่อเหตุ ก็กลับมาเป็นประชาชน หรือข้ามหนีตามช่องทางธรรมชาติ กลับไปอยู่ฝั่งมาเลเซีย  จึงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับการสู้รบกับโจรใต้ 

เพราะจะต้องใช้ทั้งการเมืองและการทหารควบคู่กันไปการเมืองคือ การต่อสู้ทางแนวคิดในการสร้างความเข้าใจ และความรู้สึกที่ดีให้กับพี่น้องมุสลิมชายแดนใต้ 

ส่วนการทหาร  ที่ยังคงต้องมีการปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ในการบังคับใช้กฎหมายและการรักษาความปลอดภัยให้ประชาชนและกำลังทหาร และ เจ้าหน้าที่รัฐ 

แต่ห้วงเวลา 22 ปีที่ผ่านมา กองทัพบกในนาม กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรภาค4  ส่วนหน้า(กอ.รมน.ภรค4 สน)) ได้ใช้แนวทาง “การเมือง นำการทหาร” มาตลอด  แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้สถานการณ์ดีขึ้น 

และพบว่าแม้เจ้าหน้าที่รัฐจะทำดีกับประชาชนในพื้นที่มากเพียงใดแต่ก็ไม่อาจทำให้บรรดาแนวร่วมกลุ่มก่อความไม่สงบ  เปลี่ยนใจเนื่องจากถูกปลูกฝังมายาวนานตั้งแต่วัยเด็ก  จากประวัติศาสตร์และความเชื่อทางศาสนาที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น 

แม้ว่าประชาชนในชายแดนใต้จะมีจำนวนไม่น้อย ที่อยากอยู่แบบสงบสุขและอยู่ภายใต้ราชอาณาจักรไทย  อยากเป็นคนไทยและพร้อมที่จะเปิดใจรับทหารและเจ้าหน้าที่รัฐ พร้อมให้ความร่วมมือ 

แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ต่อความหวาดกลัวเกรงกลัวต่อคำขู่หรือการถูกจับจ้องจากกลุ่มก่อความไม่สงบในชายแดนใต้ที่มีตาเป็นสับปะรดอยู่ในทุกหมู่บ้าน ชุมชน ตำบลอำเภอ และจังหวัด

และแทรกซึมอยู่ในบทบาทของเจ้าหน้าที่รัฐ  และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  หรือแม้แต่นักการเมืองทั้งระดับท้องถิ่น และระดับชาติ 

จึงทำให้การแก้ปัญหาของกองทัพเป็นไปอย่างยากยิ่ง เพราะหากประชาชนเกิดความหวาดกลัวไม่ยอมร่วมมือ ไม่เป็นหูเป็นตาให้เพราะกลัวอันตรายสู่ตัวเอง 

แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่กองทัพจะยอมแพ้!! 

จากการสู้รบกับกัมพูชา ทำให้คะแนนนิยมที่มีต่อกองทัพพุ่งขึ้นสูงขึ้น  และทำให้กองทัพบกมีความมั่นใจในการปฏิบัติการต่างๆมากขึ้น 

แม้ว่าไม่อาจจะยกรูปแบบการรบกับกัมพูชามาใช้กับการรบกับโจใต้ก็ตาม  แต่ในแง่กำลังใจ พลังความฮึด ของทหารไทย พร้อมที่จะสู้ 

ทบ. จึงเริ่มมีการพิจารณาปรับเปลี่ยนแนวทางการแก้ปัญหาความไม่สงบในชายแดนภาคใต้จากการใช้ “การเมืองนำการทหาร” มาใช้ “การทหารควบคู่การเมือง” 

คือยังคงต้องทำงานมวลชนงานกิจการพลเรือน สร้างความรู้สึกที่ดี  to win heart and mind ความเข้าใจ กับประชาชนในพื้นที่ต่อไป 

พร้อมกันนั้น ก็ยังคงต้องมีการพูดคุยสันติสุขฯ กับระดับแกนนำกลุ่มก่อความไม่สงบกันต่อไป 

แม้ว่าการพูดคุยในห้วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา  จะไม่ประสบความสำเร็จ  หรือเรียกได้ว่าล้มเหลวเลยก็ว่า ได้เพราะไม่อาจเชื่อได้ว่ากลุ่มก่อความไม่สงบโดยเฉพาะกลุ่ม BRN ที่พูดคุยกับตัวแทนรัฐบาลไทย จะเป็นโจรใต้ตัวจริงที่สามารถสั่งการในพื้นที่ได้ 

เพราะเหตุการณ์รุนแรง ก็ยังเกิดขึ้นอีกทั้งตัวแทนในการเจรจาก็มักจะมีเทคนิคในการบ่ายเบี่ยงอิดออด ในการรับฝากเรื่องพื้นที่ปลอดภัย จะไม่ให้มีการก่อเหตุแม้แต่ในช่วงสั้นๆ เพื่อเป็นการทดลองและวัดใจหรือตรวจสอบว่าเป็นตัวจริงหรือไม่ก็ตาม  แต่แกนนำขบวนการฯ ก็ไม่เคยตกปากรับคำ  หรือบางครั้งตกลงแต่ก็เกิดเหตุขึ้นทุกครั้ง แต่ก็อ้างว่าเป็นขบวนการกลุ่มอื่นไม่ใช่ BRN 

ที่สำคัญที่สุด รัฐบาลไทยหลายยุคให้ความไว้วางใจกับรัฐบาลมาเลเซีย เพราะในระดับนายกรัฐมนตรีคุยกันมาเองหลายยุคหลายสมัยในการที่มาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเจรจาสันติสุข ระหว่างคณะตัวแทนรัฐบาลไทยกับตัวแทนกลุ่ม BRN 

รัฐบาลไทยตั้งความหวังว่าเมื่อมาเลเซีย เป็นเสมือนคนกลางในการจัดการเจรจาให้ก็ย่อมเชื่อว่าตัวแทนโจรใต้เหล่านั้น เป็นตัวจริง 

แต่ผ่านมาหลายปีและเปลี่ยนผู้อำนวยการสะดวกชาวมาเลเซียมาหลายคนแล้ว  สถานการณ์รุนแรงก็ยังคงเกิดขึ้นและรุนแรงมากกว่าเดิม 

แต่แม้รัฐบาลไทย และกองทัพจะรู้ว่ากลุ่มโจรใต้ ตัวแทนที่มาคุยจะไม่ใช่ตัวจริง  แต่ก็พูดคุยต่อไปเพื่อให้เป็นเสมือนสัญลักษณ์ที่รัฐบาลไทย ใช้สันติวิธีในการแก้ปัญหา  ไม่ใช่ใช้แค่ด้านการทหารเท่านั้น 

จนในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เมื่อครั้งที่นายภูมิธรรม เวชยชัย เป็นรองนายกฯฝ่ายความมั่นคงและ รมว. กลาโหม  เคยมีแนวคิดที่จะทบทวนยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ใหม่ และทบทวนการพูดคุยสันติสุขฯ แต่แล้วก็มีการเปลี่ยนรัฐบาลเสียก่อน 

จนมาปัจจุบันเป็นยุคของ นายอนุทิน  ชาญวีรกุล  ที่ยังคงเป็นนายกฯ รักษาการในระหว่างรอการรับรองผลของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) และการจัดตั้งรัฐบาล 

แต่นายอนุทิน  ได้แสดงจุดยืนและท่าทีที่ชัดเจนว่า จะต้องแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ให้เข้มข้นขึ้น 

โดยเฉพาะในห้วงก่อนการเลือกตั้งได้เกิดเหตุวางระเบิดและเผาปั๊มน้ำมันปตท. รวม 11 จุด และเกิดเหตุวางระเบิดต่อเนื่องมาทำให้นายอนุทินให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อรวมถึงพูดในที่ประชุมตำหนิการปฏิบัติหน้าที่ของผู้รับผิดชอบโดยเฉพาะมาตรการด้านการข่าวกรอง โดยใช้คำว่า “รับไม่ได้” กับเหตุผลที่มีการชี้แจง เพราะไม่สามารถที่ตอบประชาชนได้ 

โดยเมื่อ หลังการเลือกตั้งและพรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำในการจัดตั้ง นายอนุทิน ได้ลงพื้นที่หาดใหญ่สงขลาได้เรียกประชุม ฝ่ายความมั่นคง นายอนุทิน ได้ใช้โอกาสนี้ในการสังคายนางานการข่าวถึงขั้นที่ตอกย้ำ  แสดงถึงความไม่พอใจ  เมื่อมีการรายงานว่าเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้น

เป็นเรื่องปกติในห้วงเทศกาลต่างๆเป็นเสมือนสัญลักษณ์ ซึ่งเป็นสิ่งเป็นรายงานที่รับไม่ได้

และไม่สามารถจะไปชี้แจงในสภาหรือกับประชาชนได้  โดยย้ำว่าเราเป็นเจ้าหน้าที่รัฐจะยอมปล่อยให้กลุ่มก่อความไม่สงบมาท้าทายด้วยการก่อเหตุในทุกเทศกาลเช่นนี้ไม่ได้ 

ใบแค่นั้น นายอนุทิน  ยังตอกย้ำว่าในห้วงที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในการแต่งตั้งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนใต้ก็มักจะเลือกคนในพื้นที่ที่เติบโตมาในชายแดนใต้หรือภาคใต้  มาเป็นผู้ว่าฯ  ไม่ได้เอาคนนอกพื้นที่มา 

นอกจากนั้น ยังพูดทีเล่นทีจริงในที่ประชุมว่ารับทราบรายงานจากหน่วยข่าวว่า  ถูกตัดงบประมาณจึงทำให้งานการข่าว ไม่ได้ตามที่ตั้งเป้า 

พร้อมกันนี้  นายอนุทินได้อ่านโน้ตของเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอบต. ) ที่แนะนำเรื่องมาตรการงานการข่าว โดยชี้ให้เห็นความบกพร่องต่างๆ 

นโยบายและสั่งการของ นายอนุทิน ตรงใจกับ พลเอกพนา  และ “บิ๊กปูด้วง” พลเอกชัยพฤกษ์  ด้วงประพัฒน์  เสนาธิการทหารบกและเป็นเลขาธิการกอ.รมน. อีกด้วย  ที่ต้องการใช้โอกาสนี้ใช้เวลาที่เหลือในอายุราชการอีก 2 ปีในการแก้ปัญหาชายแดนใต้ให้ดีขึ้น  แม้ว่าอาจจะยังไม่แก้ได้ในระยะเวลาอันสั้น  แต่ต้องมีทิศทางที่ดีขึ้น 

พลเอกชัยพฤกษ์  เปิดเผยว่า พลเอกพนา  และตนเองได้เดินทางลงพื้นที่ชายแดนใต้เป็นระยะและจะลงพื้นที่บ่อยขึ้น 

โดยก่อนหน้านี้ พลเอกชัยพฤกษ์  ก็เพิ่งลงพื้นที่ไปนอนค้างอยู่หลายวันเพื่อพูดคุยกับ พลโทนรธิป  โพยนอก  แม่ทัพภาค4 ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 ในการปรับแผนการทำงาน 

รวมถึงให้กำลังใจพลโทนรธิป   ในการปฏิบัติหน้าที่เพราะเจอแรงกดดันจากการที่เติบโตมาจากภาคอีสาน  กองทัพภาค2 และเป็นรองแม่ทัพภาค2 ก่อนขยับขึ้นพลโท  ลงมาเป็นแม่ทัพภาค4 ในยุคของ พลเอกพนา  ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 26 จึงถูกจับตามองในเรื่องความสามารถในการแก้ไขปัญหา 

โดยที่ พลโทนรธิป  ก็พยายามอย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหาจนเป็นที่รู้กันในหมู่เพื่อนเตรียมทหาร 26 ว่ามีความเครียดเพราะไม่ใช่เจอแค่ปัญหารุนแรงในภาคใต้  แต่ก่อนหน้านี้เมื่อรับตำแหน่งก็เจอเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งประวัติศาสตร์ที่หาดใหญ่ 

แต่อย่างไรก็ตาม ยังถึงขั้นที่พลเอกพนา  จะเปลี่ยนตัวแม่ทัพภาค4 เพราะยังให้โอกาส พลโทนรธิป   ในการปฏิบัติหน้าที่ต่ออีก 6 เดือนจนถึงตุลาคม 2570 คาดว่าจะขยับขึ้น พลเอก แต่มีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาภาคใต้ให้ได้ก่อนที่จะพ้นหน้าที่ไป 

นอกจากนี้ ทางกองทัพต้องการให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศส่งใจและมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้เหมือนเช่นที่ส่งใจและสนับสนุนทหารในการสู้รบกับกัมพูชาในห้วงที่ผ่านมา 

โดยมีการซัพพอร์ตเป็นกำลังใจจากประชาชนในโซเชียลมีเดียอย่างชัดเจน  จึงต้องการให้ประชาชนสนับสนุนทหารที่ชายแดนใต้ด้วย 

เพราะในส่วนของ กองทัพบก พลเอกพนา  ก็ไม่ได้ให้กองทัพภาค4 เผชิญปัญหาอยู่ฝ่ายเดียวกองทัพภาคเดียว  แต่ได้ขอให้กองทัพภาค1 ส่งกำลังทหารมาเสริมด้วยโดยเป็นกำลังทหารจากกองพลทหารราบที่9 กาญจนบุรีและกองพลทหารราบที่ 11 ฉะเชิงเทรา 

เดิมมีนโยบายที่จะให้ทหารกองทัพภาค2 ส่งกำลังมาช่วยชายแดนใต้ด้วย เพราะในอดีตยุคที่ “บิ๊กป๊อก” พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา  เป็นผบ.ทบ. เคยเอากำลังทหารจากทัพภาคอื่นลงมาช่วยชายแดนใต้มาแล้ว  แม้จะไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นนักก็ตาม 

แต่ก็ถือว่า ปัญหาชายแดนใต้เป็นปัญหาของทหารบก ทุกทัพภาคไม่ใช่ทัพภาค4 อย่างเดียว 

แต่ต่อมาเมื่อเกิดสถานการณ์สู้รบกับกัมพูชา  ทำให้กำลังทหารในกองทัพภาค2 ไม่เพียงพอจึงไม่สามารถที่จะส่งกำลังลงมาช่วยชายแดนภาคใต้ ได้ 

ส่วนทัพภาค3 ก็ต้องส่งไปช่วยดูแลชายแดนไทย-กัมพูชาสนับสนุนกองทัพภาค2 อยู่จึงทำให้มีแต่กองทัพภาค1 ที่ส่งกำลังมาช่วย ซึ่งก็ถือว่าตึงมือเพราะกำลังของกองทัพภาค1 ก็ต้องไปช่วยทั้งที่ กองกำลังสุรนารีอีสานใต้  และที่กองกำลังบูรพาในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว 

โดยกองทัพภาค1 รับผิดชอบหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส โดยมี “รองด้วง” พลตรียอดอาวุธ พึ่งพักตร์ รองแม่ทัพภาค1 ลงไปปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ด้วยตนเอง 

ดังนั้นการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ก็ดูมีความหวังขึ้นจากการเอาจริงของผู้บัญชาการทหารบก รวมถึงนายกรัฐมนตรี ที่อาจจะได้จับมือร่วมรบกับโจรใต้  เหมือนเช่นที่รบกับกัมพูชาในการศึกที่ผ่านมาแม้ว่าจะเป็นศึกสงครามที่มีความแตกต่างและใช้กลยุทธ์หรือวิธีเดียวกันไม่ได้ ก็ตาม  แต่อย่างน้อยกองทัพกับรัฐบาลและนายกฯ ก็มีจุดยืนเดียวกันที่จะดับไฟใต้ให้เร็วที่สุด 

#ไฟใต้ #ชายแดนใต้ #กองทัพบก #บิ๊กปู #อนุทินชาญวีรกูล #ความมั่นคง #โจรใต้ #วิเคราะห์ความมั่นคง #การเมืองความมั่นคง #สยามรัฐ