ท่ามกลางความสงบนิ่งรอความชัดเจนจากการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการของ กกต. ฉากหลังการเมืองไทยกำลังร้อนระอุด้วยการต่อรองตำแหน่งที่เข้มข้น โดยมีพรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นตัวแสดงหลักในฐานะ "ดีลเลอร์" ผู้ถือแต้มต่อเหนือกระดานการเมืองนี้
หากพิจารณาตามตัวเลขในปัจจุบัน สมการการจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทย 193 เสียง จับมือกับพรรคเพื่อไทย 74 เสียง และพรรคเล็กอื่น ๆ จะมีฐานเสียงเริ่มต้นที่ 286 เสียง แต่หากรวมพรรคไทยรวมพลังและพรรคพลังประชารัฐอีก 11 เสียง ตัวเลขจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 297 เสียง และจะพุ่งสูงถึง 355 เสียงทันทีหากดึงพรรคกล้าธรรมที่มี สส. อยู่ในมือ 58 เสียงเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งตัวเลข 355 เสียงนี้ นอกจากทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพแข็งแกร่ง ยังส่งผลให้ฝ่ายค้านเหลือเสียงไม่ถึง 150 เสียง ทำให้กลไกนิติบัญญัติราบรื่นและลดทอนอำนาจการตรวจสอบในสภาลงอย่างมีนัยสำคัญ
มิติที่น่าสนใจของการดึงพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล ไม่ใช่เรื่องของปริมาณเสียงเท่านั้น แต่คือยุทธศาสตร์ "ไม่ผลักมิตรเป็นศัตรู" เพราะหากปล่อยให้พรรคกล้าธรรมไปเป็นฝ่ายค้าน ข้อมูลลับต่างๆ อาจถูกนำมาใช้เขย่าเสถียรภาพรัฐบาลอย่างรุนแรง ขณะเดียวกัน พรรคกล้าธรรมยังทำหน้าที่เป็นตัวแปรสำคัญในการคานอำนาจระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย เพื่อลดแรงกระเพื่อมภายในหากพรรคใหญ่พรรคใดพรรคหนึ่งถอนตัว รัฐบาลก็ยังสามารถอยู่รอดได้โดยไม่ต้องพึ่งพาพรรคเล็กมากเกินไป
อย่างไรก็ตาม แม้พรรคกล้าธรรมจะส่งสัญญาณยอมถอยด้วยการไม่จองโควตารัฐมนตรีเพื่อลดแรงเสียดทาน แต่ความเสี่ยงในเชิงคุณภาพและข้อครหาด้านกฎหมายของตัวบุคคลยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องแบกรับ จนมีกระแสข่าวว่าร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า อาจต้องยอมถอยฉากจากการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อป้องกันปัญหาทางกฎหมายและข้อครหา ซึ่งทางเลขาธิการพรรคกล้าธรรมเองก็ได้ยืนยันว่าไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ในการเข้าร่วม
ในอีกแง่มุมหนึ่ง หากสมการนี้ไม่มีพรรคกล้าธรรม พรรคภูมิใจไทยอาจบริหารจัดการโควตารัฐมนตรีได้ง่ายขึ้นในระยะสั้นเนื่องจากมีพรรคใหญ่เพียง 2 พรรค แต่ในระยะยาวอาจส่งผลให้การบริหารงาน "หายใจไม่คล่องคอ" จากการขาดตัวช่วยคานอำนาจ และอาจต้องหันไปพึ่งพรรคประชาธิปัตย์ที่มี 22 เสียงภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความเก๋าเกมและการต่อรองที่ดุดัน
การมีทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์อยู่ในคณะรัฐมนตรีเดียวกันย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพรรคภูมิใจไทยในการควบคุมทิศทางรัฐบาลให้เป็นไปในทางเดียวกัน
ท้ายที่สุดแล้ว เสถียรภาพของรัฐบาล "อนุทิน 2" อาจไม่ได้วัดกันที่จำนวนเสียงข้างมากอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการจัดสรรโควตารัฐมนตรี 36 ตำแหน่งภายใต้กระแสข่าว 1 ต่อ 10 และความสามารถในการถ่วงดุลอำนาจระหว่างพรรคการเมืองที่มีความหลากหลาย เพื่อไม่ให้เกิด "สนิมเนื้อใน" ที่จะกัดกร่อนรัฐบาลจากภายในสู่ภายนอกในอนาคต








