คนโลกสวย/ทวี สุรฤทธิกุล
วาเลนไทน์วันแห่งความรักตรุษจีนวันแห่งความสุขความเจริญ
หลังเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ผ่านวันวาเลนไทน์และตรุษจีนมาแล้ว เราได้เห็นสัญญาณที่ดีของประเทศไทยหลายเรื่อง เรื่องหนึ่งก็คือเรากำลังจะได้ “รัฐบาลแห่งรัก” ใครๆ ก็รักคุณอนุทิน ชาญวีรกูล แย่งกันมารุมขอร่วมรัฐบาล ส่วนคุณอนุทินเองก็ประกาศ “พันธะหัวใจ” ตัดสินใจจดทะเบียนสมรสกับคุณจ๋า ธนนนท์ นิรามิษ เมื่อก่อนวันวาเลนไทน์ ในวันศุกร์ที่ 13 พอเข้าสัปดาห์ใหม่ก็ได้เห็นหน้าตาของรัฐบาลใหม่ ที่มองๆ ไปก็เป็นรัฐบาลที่ “น่ารัก” เพราะได้ตัดพรรคการเมืองบางพรรคออกไป
ทีนี้ก็ต้องรอคณะกรรมการการเลือกตั้งท่านประกาศผลการเลือกตั้ง ที่คงจะประกาศออกมาในสัปดาห์นี้ แม้ว่าจะมีปัญหาอิรุงตุงนังวุ่นวายอยู่มาก แต่การเมืองไทยเราก็จะต้อง “ถูลู่ถูกัง” กันต่อไป แบบไปตายเอาดาบหน้า (บ้างก็ว่าหาพระแสงหอกไปเรื่อยๆ – ฮาๆ)
การจัดตั้งรัฐบาลนี้คนที่อยู่วงนอกอาจจะไม่ทราบว่ามันวุ่นวายยุ่งยากขนาดไหน ผู้เขียนขอนำประสบการณ์เมื่อครั้งที่ยังทำงานเป็นเลขานุการท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช หัวหน้าพรรคกิจสังคม ใน พ.ศ. 2526 ซึ่งปีนั้นมีเลือกตั้งในช่วงหลังสงกรานต์ (18 เมษายน 2526) ผลการเลือกตั้งปรากฏว่าพรรคกิจสังคมได้ ส.ส. มาเป็นอันดับ 1 คือ 99 คน และพรรคชาติไทยเป็นอันดับ 2 ได้ ส.ส. มา 98 คน แต่พอถึงวันเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ที่เสียงส่วนใหญ่ในสภาเกือบทุกพรรคนั้นยกมือสนับสนุนพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีสืบต่อ พรรคชาติไทยก็ได้กวาดต้อน ส.ส. ในพรรคอื่นเข้ามาอยู่ในพรรคได้เพิ่มเป็น 110 คน ด้วยหวังจะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล แต่ก็เกิดปรากฏการณ์ “แห้ว” คือพรรคชาติไทยต้องอกหัก ไม่ได้ร่วมรัฐบาล เพราะเกิดปัญหาที่พรรคกิจสังคมกับพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้ ส.ส. มาเป็นอันดับ 3 ไม่เอาพรรคชาติไทย ทำให้พรรคชาติไทยต้องไปเป็นฝ่ายค้าน (ตอนนั้นคุณบรรหาร ศิลปอาชา เลขาธิการพรรคชาติไทยถึงกับต้องพูดออกมาว่า “อดอยากปากแห้ง” เพราะไม่ได้เป็นรัฐบาลในครั้งนั้น)
ทีนี้ความวุ่นวายก็บังเกิดขึ้นที่บ้านสวนพลู บ้านพักทรงไทยอันสวยงามของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ สมัยนั้นยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ ที่บ้านสวนพูลมีโทรศัพท์ 2 หมายเลข จัดวางไว้ที่หน้าห้องน้ำหลังโต๊ะรับประทานอาหาร 1 เครื่อง และอีก 1 เครื่องตั้งไว้ในครัวที่อยู่ถัดกับห้องน้ำและใกล้ลานใต้ถุนริมบ่อน้ำ ซึ่งเป็นโต๊ะทำงานและรับแขกของท่านเจ้าของบ้าน ผู้เขียนกับพ่อบ้าน คือพี่สละ ผดุงวรรณ มีหน้าที่ต้องคอยรับโทรศัพท์ทั้งสองเครื่องนี้ โดยเครื่องที่เป็นเบอร์หลักหลังโต๊ะรับประทานอาหารนั้น ผู้เขียนเป็นคนคอยรับ ส่วนเครื่องในครัวพี่สละก็คอยรับไป ทุกวันก็ไม่มีปัญหา แต่พอเป็นวันหลังที่ได้นายกรัฐมนตรีและกำลังจะต้องฟอร์มรัฐบาล เสียงโทรศัพท์ก็กริ๊งกร๊างดังไม่หยุด ซึ่งทุกสายก็ล้วนมาจากคนใหญ่คนโตในบ้านเมือง ที่ต้องการจะพูดกับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เท่านั้น
ปัญหานี้สร้างความวุ่นวายมาก เพราะท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ต้องลุกเดินมารับสายเองทุกครั้ง หลังจากที่ผู้เขียนและพี่สละบอกว่าเป็นสายของใคร พอดีเช้าวันนั้นคุณพงส์ สารสิน เลขาธิการพรรคกิจสังคมก็โทรมา หลังจากที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้ลุกไปรับสายในห้องครัวนั้น ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็บอกกับคุณพงส์ว่ามีปัญหาเรื่องต้องลุกไปรับโทรศัพท์อยู่บ่อยๆ แม้จะไกลจากโต๊ะทำงานไม่ถึง 10 เมตร อีกไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง คนรถบ้านคุณพงส์ก็ถือกล่องโทรศัพท์แบบไร้สาย มาต่อพ่วงกับโทรศัพท์เครื่องที่อยู่ในครัว จากนั้นเมื่อคนใหญ่คนโตโทรมา พี่สละก็จะนำเครื่องโทรแบบไร้สายนั้นมาให้ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้คุยถึงที่โต๊ะทำงาน ไม่ต้องเดินเหนื่อยมานั่งคุยโทรศัพท์ในครัวเหมือนแต่ก่อน
แต่ว่าปัญหาก็ยังไม่จบ เพราะที่โต๊ะทำงานใต้ถุนบ้านริมบ่อน้ำคือที่รับแขกในทุกๆ วันนั้นด้วย ทีนี้ในช่วงตั้งรัฐบาล พวกนักการเมืองก็พากันมาขอพบกับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ตั้งแต่เช้า ปกติท่านอาจารย์คึกฤทธิ์จะตื่นประมาณ 6 โมงเช้า นั่งดูข่าวรับอรุณของช่อง 9 อสมท พร้อมจิบน้ำชาอุ่นๆ สักครึ่งชั่วโมง แล้วก็เข้าห้องน้ำแล้วแต่งตัวลงมารับประทานอาหารเช้าและอ่านหนังสือพิมพ์ในตอน 7 โมง ทีนี้พอรู้จากพี่สละว่ามีคนมารอพบข้างล่าง ท่านก็เลยไม่ลงมา เพราะบางคนท่านก็ไม่อยากพบ แต่ถ้าใครที่ท่านต้องคุย ท่านก็จะให้ขึ้นมาที่เรือนชั้นบน ซึ่งจะมีโต๊ะทำงานอีกชุดหนึ่งอยู่หน้าเรือนห้องสมุด (ต้องเรียกว่าเรือนห้องสมุด เพราะทั้ง 3 ห้องของเรือนหลังนี้มีแต่หนังสือเต็มตู้ทุกช่องผนัง) รวมถึงอาหารทั้ง 3 มื้อก็จะให้เด็กยกมารับประทานที่ข้างบน แต่ประโยชน์ที่สำคัญของการ “หนี” มานั่งที่ชั้นบนนี่ก็คือ สามารถสกรีนคนที่จะเข้าพบได้ดี รวมถึงถ้ามีโทรศัพท์มาและท่านจะต้องพูดด้วย ก็มีความเป็นส่วนตัวมาก เพราะไม่มีคนอื่นอยู่ใกล้ๆ แม้แต่ตัวผู้เขียนที่รับโทรศัพท์ “สายสำคัญ” พอเอาโทรศัพท์ไร้สายมาให้ท่านพูดแล้ว ก็ต้องแยกตัวออกมาคอยดูอยู่ห่างๆ
ปัญหาการรับแขกและรับโทรศัพท์ก็แก้ไขไปได้ด้วยดี แต่ก็ยังมีปัญหาอีกอย่างหนึ่งที่รบกวนท่านเจ้าของบ้านมากๆ นั่นคือ “ความสงบในจิตใจ” เข้าใจว่าท่านต้องอึดอัดและเหนื่อยมากกับเรื่องที่ท่านต้องตัดสินใจในการจัดวางคนที่จะเป็นรัฐมนตรี ท่านจึงให้พี่สละไปบอกกับ “คุณหญิงมด” หม่อมราชวงศ์ระย้าทิพย์ อินทรทูต (สกุลเดิม เทวกุล) ที่เป็นหลานสะใภ้ เพราะมาแต่งงานกับลูกชายของพี่สาวท่าน และมีบ้านพักอยู่ใกล้กัน ให้ไปหาหมากพลูมาให้ท่านรับประทาน สักครึ่งชั่วโมงชุดเชี่ยนหมากทองเหลืองขนาดกะทัดรัดก็มาวางที่หน้าท่านที่โต๊ะทำงานบนเรือนนั้น คนที่อยู่ข้างล่างถ้าเงี่ยหูฟังดีๆ ก็จะได้ยินเสียงโขลกหมากกับพลูดังเบาๆ มาจากข้างบน ซึ่งดังอยู่ตลอดทั้งสัปดาห์กว่าจะตั้งรัฐบาลเสร็จ
พอวันที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ผ่านไป พี่สละก็ล้างชุดเชี่ยนหมากแล้วเอามาวางในตู้วางสิ่งของที่ระลึกในห้องนอน ส่วนโทรศัพท์ไร้สายเครื่องที่ย้ายขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะทำงานที่หน้าเรือนหนังสือนั้น ก็ให้ย้ายลงไปข้างล่างดังเดิม แล้วก็ให้พี่เชื่อม คนขับรถคู่ใจไปซื้อทองคำเปลวมาปิด 2-3 แผ่น หากใครถามขึ้นมาว่าปิดทองทำไม ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็จะตอบว่า “ติดไว้เอาเคล็ด เป็นที่ระลึกว่าเป็นโทรศัพท์ที่มีพระคุณ”
ต่อมาอีก 3 ปี ใน พ.ศ. 2529 พลเอกเปรมก็ยุบสภาให้มีเลือกตั้งใหม่ พรรคกิจสังคมก็ได้ ส.ส. มาเป็นอันดับ 2 โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้มาเป็นอันดับ 1 ซึ่งพรรคกิจสังคมได้เปลี่ยนหัวหน้าพรรคมาเป็นพลอากาศเอกสิทธิ เศวตศิลา แต่กระนั้นพอจะตั้งรัฐบาล พวกนักการเมืองก็พากันมาที่บ้านสวนพลูอย่างเนืองแน่นเหมือนเดิม ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ใช้ยุทธศาสตร์เดิม คือหลบลี้ขึ้นไปทำงานและรับประทานอาหารที่ชั้นบน พร้อมกับย้ายโทรศัพท์ไร้สาย “ปิดทอง” เครื่องแรกเครื่องเดิมขึ้นไปด้วย อีกอย่างหนึ่งครั้งนี้ไม่ต้องเรียกคุณหญิงมด เพราะตอนสายวันรุ่งขึ้นที่มีการเชิญพรรคกิจสังคมให้ร่วมรัฐบาล คุณหญิงมดก็เดินขึ้นบนเรือน พร้อมชุดเชี่ยนหมากชุดใหม่กับหมากพลูปูนแดงและยาสูบ มาโขลกบริการให้ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้กินถึงที่เลยทีเดียว
ในการจัดตั้งรัฐบาลของคุณอนุทินในครั้งนี้ก็น่าจะมีปัญหาอยู่มากมายอย่างแน่นอน แม้ภาพคุณอนุทินที่ออกสื่อในช่วงนี้จะมีสีหน้าที่ระรื่นยิ้มแย้มแจ่มใส แต่ในหัวใจและหัวสมองน่าจะปั่นป่วนแทบจะระเบิด ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก แต่ก็คิดว่าการจัดตั้งรัฐบาลคงจะเรียบร้อยโดยเร็ว โดยคุณอนุทินไม่ต้องไปหาหมากพลูมาเคี้ยว หรือหันไปเสพสารสกัดจากกัญชาเพื่อผ่อนคลาย
รัฐบาลใหม่หลังตรุษจีน ขอให้เป็นรัฐบาล “ฮก ลก ซิ่ว” คือ “มีโชค มีความสำเร็จ และมีความมั่นคง” แต่ไม่ต้อง “เซ็งลี้ฮ้อ” ที่พากันโกงกินทุจริต!








